เข้าสู่ระบบด้วยอีเมล
การซื้อขาย CFD ออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการซื้อขาย CFD ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์อ้างอิงได้ โดยไม่จำเป็นต้องถือครองความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์นั้นจริง ๆ
CFD ย่อมาจาก Contract for Difference หรือ "สัญญาซื้อขายส่วนต่าง" คือตราสารอนุพันธ์ทางการเงินประเภทหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากทิศทางราคาของสินทรัพย์อ้างอิงต่าง ๆ เช่น หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, สกุลเงิน หรือดัชนี โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้น ๆ
เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง ซึ่งหมายความว่าเทรดเดอร์สามารถหาโอกาสทำกำไรได้ทั้งในตลาดกระทิง (Bull Market) และตลาดหมี (Bear Market)
CFD กลายเป็นเครื่องมือการซื้อขายที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก CFD เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์เข้าถึงสินทรัพย์หลากหลายประเภท และสามารถใช้เลเวอเรจได้ นอกจากนี้ CFD ยังมีต้นทุนที่คุ้มค่าและให้ความคล่องตัวสูงแก่เทรดเดอร์
มาเจาะลึกกันต่อว่าสัญญาซื้อขายส่วนต่างคืออะไร เทรดเดอร์จะเข้าถึง CFD ได้อย่างไร และความแตกต่างระหว่าง CFD แบบเงินสด (Cash) และแบบฟิวเจอร์ส (Futures)
CFD เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เทรดเดอร์สามารถใช้เพื่อเก็งกำไรตามทิศทางของตลาด โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิง เมื่อเทรดเดอร์ซื้อขาย CFD เทรดเดอร์จะทำสัญญากับโบรกเกอร์ ซึ่งหมายความว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแลกเปลี่ยนส่วนต่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิดของสัญญานั้น ๆ
ในการซื้อขาย CFD จะมีราคาสองประเภทที่ต้องพิจารณา คือ ราคาซื้อและราคาขาย ซึ่งราคาที่เทรดเดอร์เลือกจะขึ้นอยู่กับว่าเทรดเดอร์คิดว่าราคาจะปรับตัวขึ้นหรือลง
ในการซื้อขาย CFD เทรดเดอร์จำเป็นต้องหาโบรกเกอร์ที่เหมาะสมและเปิดบัญชีซื้อขายจริง (Live Account) เนื่องจากมีผู้ให้บริการ CFD หลายประเภท เทรดเดอร์จึงควรทำความเข้าใจผู้ให้บริการแต่ละประเภทและเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมที่สุด
นอกเหนือจากประเภทของโบรกเกอร์ CFD ที่เทรดเดอร์สามารถเลือกใช้บริการได้แล้ว ยังมีตลาดที่เทรดเดอร์สามารถเลือกซื้อขายได้คือ: ตลาดเงินสดและตลาดฟิวเจอร์ส
สินทรัพย์จำนวนมากมักมีการกำหนดราคาในตลาดฟิวเจอร์ส และน้ำมันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก มีปัจจัยหลายประการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เกรดหรือคุณภาพของน้ำมันไปจนถึงสถานที่ส่งมอบ รวมถึงวันส่งมอบสินค้าและวันที่ภาระผูกพันทางการเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายจะสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นวันที่สัญญาหมดอายุ
ตลาดเงินสดสามารถดำเนินการผ่านตลาดแลกเปลี่ยนที่มีการควบคุม (Regulated Exchange) หรือผ่าน OTC (Over-the-counter) ตลาด OTC มักเปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ และมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ในขณะที่การเทรดฟิวเจอร์สจะเกิดขึ้นบนตลาดแลกเปลี่ยนที่มีการควบคุม (Regulated Exchange) เท่านั้น
ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือวันที่ชำระราคา (Settlement Date) การซื้อขายในตลาดเงินสดมักถูกดำเนินการภายใน 2-3 วันหลังจากวันที่ทำรายการ ในขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สมีกำหนดวันส่งมอบที่ไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจเป็นในอีก 1, 2 หรือ 3 เดือนข้างหน้า
เมื่อเทรดเดอร์ทำการซื้อขาย CFD ความแตกต่างหลักที่เทรดเดอร์ต้องพิจารณาคือ ต้นทุนการถือครองสถานะข้ามคืน CFD ฟิวเจอร์สไม่มีค่าธรรมเนียม Swap ข้ามคืน แต่จะมีค่า Rollover เมื่อสินทรัพย์อ้างอิงใกล้ถึงกำหนดวันหมดอายุ สำหรับ CFD เงินสด จะไม่มีการ Rollover แต่จะมีการเรียกเก็บค่า Swap
โดยทั่วไป เทรดเดอร์ระยะสั้นมักจะชอบCFD เงินสดมากกว่า CFD ฟิวเจอร์ส เนื่องจากมีค่าสเปรดที่ต่ำกว่า ในขณะที่เทรดเดอร์ระยะยาวมักเลือก CFD ฟิวเจอร์ส แม้ว่ามีค่าสเปรดที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่พวกเขาไม่ต้องจ่ายค่า Swap รายวัน
มีสินทรัพย์ทางการเงินหลากหลายประเภทที่เทรดเดอร์สามารถเลือกซื้อขายได้ทั่วโลกในรูปแบบสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD) สำรวจผลิตภัณฑ์ CFD ทั้งหมดที่มีให้บริการบน Axi.
การซื้อขาย CFD หุ้นเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากราคาของหุ้นอ้างอิง ยกตัวอย่างเช่น การซื้อขาย CFD หุ้น Microsoft (MSFT) จะเป็นการติดตามความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Microsoft จริง
เมื่อเทรดเดอร์ลงทุนในหุ้น เทรดเดอร์ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนล่วงหน้าเพื่อถือครองกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทนั้น ๆ และจะสามารถทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นและมีการขายหุ้นออกไปเท่านั้น
ในทางกลับกัน เมื่อเทรดเดอร์ซื้อขาย CFD หุ้น เทรดเดอร์เพียงแค่เทรดตามการเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งทำให้สามารถทำกำไรได้จากการเคลื่อนไหวของราคาในทุกสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง และเนื่องจาก CFD หุ้นอนุญาตให้เทรดเดอร์ใช้เลเวอเรจ เทรดเดอร์จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาลเพื่อรับผลประโยชน์จากการซื้อขายหุ้นชั้นนำระดับโลก
สมมติว่าหุ้น Microsoft มีราคาเสนอซื้อขายอยู่ที่ $401.00 / $401.30 ซึ่งหมายความว่า เทรดเดอร์สามารถซื้อหุ้น Microsoft ได้ที่ราคา $401.30 และสามารถขายได้ที่ราคา $401.00 หุ้น Microsoft มีข้อกำหนดเงินหลักประกัน (Margin) อยู่ที่ 5% ซึ่งหมายความว่าเทรดเดอร์จะต้องวางเงินประกันเพียง 5% ของมูลค่าสถานะทั้งหมดเท่านั้น
สมมติว่าเทรดเดอร์ซื้อ CFD Microsoft จำนวน 1 สัญญาที่ราคา $401.30 โดยคาดว่าราคาจะขึ้นไปถึง $415.00 ภายในวันนั้น
ราคาหุ้น Microsoft ปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ $415.00 และเทรดเดอร์ตัดสินใจปิดสถานะ (โดยการขายคืน) เทรดเดอร์ซื้อหุ้น Microsoft ที่ราคา $401.30 และขายที่ราคา $415.00 ทำให้ได้กำไร $13.70
เนื่องจากตัวเลขผลประกอบการที่ย่ำแย่ ส่งผลให้เกิดแรงขายในหุ้น Microsoft จนราคาลดลงไปแตะจุดตัดขาดทุน (Stop-loss) ที่ $390.00 เทรดเดอร์ซื้อหุ้น Microsoft ที่ราคา $401.30 และขายที่ราคา $390.00 ซึ่งหมายความว่าเทรดเดอร์ขาดทุน $11.30 จากสถานะนี้
การซื้อขาย CFD สกุลเงินดิจิทัลผ่านโบรกเกอร์นั้นจะดำเนินการผ่านเครือข่ายและแพลตฟอร์มการซื้อขายของโบรกเกอร์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ดิจิทัลวอลเล็ตให้ยุ่งยาก เนื่องจาก CFD ไม่จำเป็นต้องซื้อสินทรัพย์จริงมาถือครอง การซื้อขาย CFD สกุลเงินดิจิทัลจึงอนุญาตให้ใช้เลเวอเรจได้ ซึ่งช่วยลดเงินลงทุนเริ่มต้น ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถสร้างโอกาสจากมูลค่าเต็มของสัญญาได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อสินทรัพย์โดยตรงแล้ว การซื้อขาย CFD ผ่านโบรกเกอร์มักมีเงื่อนไขการเริ่มต้นที่ง่ายกว่า และเนื่องจากเทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้จากทั้งสองทิศทางของตลาด การซื้อขาย CFD สกุลเงินดิจิทัลผ่านโบรกเกอร์จึงมอบความยืดหยุ่นในการลงทุนที่สูงกว่า

สมมติว่า Bitcoin มีราคาซื้อขายอยู่ที่ $70,130 (bid) / $70,160 (ask) ซึ่งหมายความว่าเทรดเดอร์สามารถขาย Bitcoin ได้ที่ $70,130 และซื้อได้ที่ $70,160
สกุลเงินดิจิทัลกำลังฟื้นตัวจากการร่วงลงอย่างหนักเมื่อไม่นานมานี้ แต่เทรดเดอร์ยังไม่มั่นใจว่าแนวโน้มขาลงได้สิ้นสุดลงแล้ว เขาจึงตัดสินใจเปิดสถานะขายจำนวน 1 ล็อต ที่ราคา $70,130 โดยคาดการณ์ว่าราคาจะลดลงไปถึง $68,000 เพื่อป้องกันการขาดทุนที่มากเกินไป เขาจึงตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop-loss) ไว้ที่ $71,000
ข้อกำหนดเงินหลักประกัน (Margin) สำหรับ CFD Bitcoin อยู่ที่เพียง 1% เท่านั้น
ราคา Bitcoin ยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับ $68,000 ตามที่เทรดเดอร์คาดการณ์ไว้ เขาได้ขายสัญญา BTC/USD จำนวน 1 สัญญาที่ราคา $70,130 และซื้อคืนที่ราคา $68,000 ทำให้ได้กำไรสุทธิ $2,130
เทรดเดอร์ประเมินแรงซื้อกลับของ Bitcoin ต่ำไป และราคาเหรียญนี้ดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงจนไปแตะระดับจุดตัดขาดทุนที่ $71,000 เทรดเดอร์ขายสัญญา BTC/USD จำนวน 1 สัญญาที่ราคา $70,130 และซื้อคืนที่ราคา $71,000 ส่งผลให้ขาดทุน $870 จากสถานะนี้
การซื้อขายดัชนีคือการซื้อและขายดัชนีตลาดหุ้นที่เฉพาะเจาะจง นักลงทุนจะเก็งกำไรจากราคาของดัชนีว่าจะปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาควรเปิดสถานะซื้อหรือขาย เนื่องจากดัชนีเป็นตัวแทนของผลประกอบการของกลุ่มหุ้น เทรดเดอร์จึงไม่ได้ซื้อหุ้นรายตัวที่อยู่ในดัชนีนั้นจริง ๆ แต่เป็นการซื้อผลประกอบการโดยเฉลี่ยของกลุ่มหุ้นเหล่านั้นแทน เมื่อราคาหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ภายในดัชนีปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าของดัชนีก็จะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง มูลค่าของดัชนีก็จะลดลง
ดัชนีตลาดหุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหลายแห่งมักประกอบไปด้วยหุ้นบลูชิพ หุ้นบลูชิปคือหุ้นของบริษัทที่มีความมั่นคงสูง มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงในระดับหลายพันล้าน และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ดัชนียอดนิยมบางส่วน ได้แก่:
เทรดเดอร์ A ถือครองพอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงหุ้นยอดนิยมอย่าง Amazon, Google, Nvidia, Meta และ Tesla แม้ว่าเขาจะมีมุมมองที่เป็นบวกต่อภาคเทคโนโลยีในระยะยาว แต่เขากังวลว่าอาจเกิดการปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น แทนที่จะคอยปรับเปลี่ยนพอร์ตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เขาสามารถเลือกใช้ CFD ดัชนีเพื่อสะท้อนมุมมองตลาดระยะสั้นของเขาและทำกำไรจากมัน
ยกตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์ A อาจตัดสินใจเปิดสถานะ Short ในดัชนี USTECH ซึ่งอ้างอิงจากราคาของดัชนี NASDAQ 100 การทำเช่นนี้จะช่วยให้เขาได้รับกำไรจากการลดลงของดัชนี NASDAQ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาพอร์ตการลงทุนระยะยาวของเขาไว้
ทองคำเป็นหนึ่งในรูปแบบสกุลเงินที่เก่าแก่และได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในโลก สำหรับเทรดเดอร์ มูลค่าในตัวเองของทองคำทำให้มันเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยม และเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
การซื้อขายทองคำในรูปแบบ CFD มี 2 วิธีหลัก:
เทรดเดอร์ A เป็นเทรดเดอร์รายวันที่เชี่ยวชาญในการซื้อขายทองคำ โดยปกติเขาจะถือครองสถานะเพียงไม่กี่นาที และไม่ค่อยเกิน 2-3 ชั่วโมง เขาต้องการค่าสเปรดที่ต่ำที่สุด และไม่กังวลเกี่ยวกับค่า Swap เนื่องจากเขาไม่เคยถือสถานะข้ามคืน ดังนั้น เทรดเดอร์ A จะได้รับประโยชน์จากการซื้อขายผลิตภัณฑ์สปอต – XAU/USD – เนื่องจากมีค่าสเปรดที่ต่ำกว่า และเขาไม่ได้รับผลกระทบจากค่า Swap
เทรดเดอร์ B เป็นเทรดเดอร์ระยะยาวที่เชี่ยวชาญด้านการซื้อขายทองคำเช่นกัน แต่เขาถือครองสถานะนานหลายวัน หรือบางครั้งก็นานหลายสัปดาห์ เขาไม่ได้กังวลเรื่องค่าสเปรดมากนัก เนื่องจากไม่ได้ซื้อขายบ่อย แต่ค่า Swap คือปัญหาสำคัญ เนื่องจากต้นทุนส่วนนี้สามารถสะสมจนเป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เทรดเดอร์ B จะได้รับประโยชน์จากการซื้อขายทองคำในรูปแบบ CFD ฟิวเจอร์ส แม้ว่าจะมีค่าสเปรดที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์สปอต แต่เขาจะประหยัดเงินได้มากกว่าเนื่องจากเขาไม่ต้องจ่ายค่า Swap รายวัน ซึ่งถือว่าคุ้มค่าสำหรับเขา
การซื้อขายน้ำมันคือการซื้อและขายตราสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันประเภทต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลกำไร
น้ำมันมักถูกขนานนามว่าเป็น "ทองคำดำ" และเป็นสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญระดับโลก โดยน้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การผลิตไฟฟ้า, พลาสติก, เครื่องสำอาง, การขนส่ง, เภสัชกรรม และปิโตรเลียม เนื่องจากความสำคัญต่อการค้าระดับโลก หลายอุตสาหกรรมจึงเฝ้าติดตามราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และเข้ามาซื้อขายในตลาดน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ตลาดน้ำมันมีความผันผวนสูง
ผลิตภัณฑ์ CFD น้ำมันมี 2 รูปแบบ:
สมมติว่า USOIL มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 102.50 / 102.53 เทรดเดอร์ A เป็นเทรดเดอร์รายวันและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ CFD เงินสด เขาคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นไปถึง 102.90 ภายในสิ้นวัน เขาจึงเปิดสถานะ Long จำนวน 1 สัญญาที่ราคา 102.53
สมมติว่าในวันถัดไป WTI.fs (CFD น้ำมันแบบฟิวเจอร์ส) มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 101.25 / 101.30 เทรดเดอร์สามารถซื้อ WTI ได้ที่ 101.30 และขายได้ที่ 101.25 เทรดเดอร์ B เป็นเทรดเดอร์ระยะสั้นถึงกลาง (Swing Trader) และซื้อขายน้ำมันเป็นหลัก เนื่องจากเขาถือครองสถานะหลายวัน เขาจึงเลือกใช้ CFD ฟิวเจอร์สแทน CFD เงินสด
เทรดเดอร์ B เห็นโอกาสทำกำไรจากราคาขาลงของราคาน้ำมัน จึงเปิดสถานะ Short ที่ 101.25 โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 102 และตั้งจุดทำกำไรไว้ที่ 98 ด้วยคำสั่ง take profit
พร้อมที่จะเทรดในความได้เปรียบในแบบของคุณหรือยัง?
เข้าร่วมกับเทรดเดอร์หลายหมื่นรายและซื้อขายหุ้น CFD ในฟอเร็กซ์ หุ้น ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัล!
โดย AxiTrader LLC. CFD มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียการลงทุน เนื้อหานี้อาจไม่สามารถใช้งานได้ในภูมิภาคของคุณ เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไข
FAQ
สัญญาฟิวเจอร์สและ CFD มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน
สัญญาฟิวเจอร์ส:
CFD:
Options ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ แต่ไม่ใช่ภาระผูกพันในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่ระบุไว้
ผู้ซื้อ Options จะต้องจ่ายค่าพรีเมียมให้แก่ผู้ขาย Options เพื่อรับสิทธินี้ Options มีความยืดหยุ่นสูงมาก เนื่องจากมีโครงสร้างสัญญาที่หลากหลาย โครงสร้าง Options แบบพื้นฐานมักถูกเรียกว่า Plain Vanilla ซึ่งรวมถึง Call Option (สิทธิซื้อ) หรือ Put Option (สิทธิขาย) ส่วน Options ที่มีเงื่อนไขพิเศษ (Exotic Options) จะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง Options อาจมีต้นทุนการซื้อขายที่ต่ำกว่า CFD โดยเฉพาะในการถือครองระยะยาว การซื้อ Options จะมีต้นทุนเพียงค่าพรีเมียมเท่านั้น ไม่มีค่า Swap หรือค่า Rollover
อย่างไรก็ตาม Options มีความซับซ้อนมากกว่า CFD และอาจไม่เหมาะสมกับเทรดเดอร์ทุกคน โดยเฉพาะมือใหม่