การซื้อขายน้ำมันคืออะไรและหลักการทำงานเป็นอย่างไร

เข้าใจว่าตลาดซื้อขายน้ำมันทำงานอย่างไรและเหตุผลที่น้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายกันมากที่สุดในโลก

การซื้อขายน้ำมันคืออะไร

เมื่อคุณทำการซื้อขายน้ำมัน คุณทำการซื้อและการขายสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยอ้างอิงจากสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลก การซื้อขายน้ำมันส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรูปแบบสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมัน ซึ่งรวมถึงสัญญาเงินสดและฟิวเจอร์สด้วย และหมายความว่าคุณไม่ได้ซื้อสินทรัพย์ดังกล่าว (ตัวอย่างเช่น น้ำมันหนึ่งถังในเชิงรูปธรรม) แต่เป็นเพียงการคาดการณ์ว่าราคาของน้ำมันในตลาดเสรีจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

การซื้อขายน้ำมันมีขั้นตอนอย่างไร

ตลาดน้ำมันมีบริษัทหลักอยู่สองบริษัท West Texas Intermediate และ Brent Crude Oil ซึ่งแต่ละบริษัทมีการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน เนื่องจากน้ำมันเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและมีความไวต่อปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์ ราคาสามารถผันผวนเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดสภาพการซื้อขายที่มีความผันผวน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อขายส่วนใหญ่ต้องการ

ในหมวดหมู่ของ WTI หรือ Brent มีผลิตภัณฑ์น้ำมันหลากหลายที่คุณสามารถซื้อขายได้ เช่น สัญญาซื้อขายส่วนต่างตลาดน้ำมันราคาปัจจุบันและตลาดน้ำมันล่วงหน้า ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใครและขึ้นอยู่กับผู้ซื้อขายที่จะทำความเข้าใจคุณลักษณะและความเสี่ยงที่ไม่เหมือนใครนี้ ตัวอย่างเช่น:

  1. ข้อกำหนดสัญญา (วันหมดอายุ โรลโอเวอร์ ฯลฯ)
  2. ผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน (กระแสเงินสด ราคาที่คาดการณ์ ฯลฯ)
  3. ความเสี่ยงทางการเมือง (การแถลงการณ์ของ OPEC บทลงโทษของรัฐบาล ฯลฯ)

ในฐานะผู้ซื้อขายน้ำมัน สิ่งที่สำคัญคือการทำความเข้าใจพื้นฐานตลาดแบบไดนามิกและคิดหาแผนการซื้อขายที่รวมเอา าปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนตลาดน้ำมัน ซึ่งรวมไปถึงความเสี่ยง อุปทานและอุปสงค์ ข่าวเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนการใช้การวิเคราะห์เบื้องต้นและการวิเคราะห์เชิงเทคนิค เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการซื้อขายน้ำมัน

น้ำมันดิบมีประเภทใดบ้าง

ในขณะที่มาตรฐานน้ำมันนั้นมีความหลากหลาย ราคาส่วนใหญ่จะตรึงอยู่ที่มาตรฐานหลักเพียงอย่างเดียว WTI และ Brent Crude

Brent Crude oil: น้ำมันที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกถึงประมาณ 60% ตั้งราคาจาก Brent ทำให้น้ำมันของบริษัทนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดและเป็นหนึ่งในมาตรฐานหลักสำหรับน้ำมันในตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา Brent crude oil นั้นขุดเจาะจากบ่อน้ำมันสี่แห่ง (Brent, Forties, Oseberg และ Ekofisk) ในทะเลเหนือ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการขนส่ง น้ำมันดิบจากภูมิภาคนี้ถือว่ามี 'ความเบา' และ 'ความหวาน'

WTI: น้ำมัน WTI เป็นมาตรฐานหลักสำหรับน้ำมันที่ถูกใช้ในสหรัฐอเมริกาและขุดเจาะจากบ่อน้ำมันในอเมริกา เนื่องจากบ่อน้ำมันดังกล่าวไม่ติดกับทะเล การขนส่งน้ำมัน WTI จะมีราคาที่สูงเมื่อเทียบกับ Brent

น้ำมันของ Brent และ WTI มีความแตกต่างกันอย่างไร

แหล่งที่มา: น้ำมันดิบ Brent มาจากบ่อน้ำมันในทะเลเหนือ ในทางตรงกันข้ามน้ำมันดิบ WTI มาจากบ่อน้ำมันใน USA

การขนส่ง: เนื่องจากน้ำมันมีแหล่งที่มาจากแท่นขุดน้ำมันบนทะเล น้ำมันดิบ Brent สามารถบรรทุกลงเรือและจำหน่ายไปทั่วโลกได้โดยง่ายและมีราคาถูก เนื่องจากน้ำมัน WTI มาจากบ่อน้ำมันที่ไม่ติดทะเล การขนส่งจึงมีความยากและมีราคาสูง

ภูมิศาสตร์การเมือง: ปัจจัยภูมิศาสตร์การเมือง เช่น ท่าทีการเปลี่ยนแปลงขององค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (OPEC) มีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อราคาน้ำมัน ซึ่งสามารถทำให้ความห่าง (ความต่างของราคา) ระหว่าง WTI และ Brent มากยิ่งขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันคืออะไร

มีปัจจัยหลากหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อราคาในตลาดน้ำมัน การติดตามข่าวเศรษฐกิจและแนวโน้มตลาดนั้นมีความสำคัญ เพื่อให้คุณมีความเข้าใจว่าราคาได้รับผลกระทบได้อย่างไรได้ดียิ่งขึ้น

ภาวะเศรษฐกิจ

ภาวะเศรษฐกิจ

เมื่อเศรษฐกิจนั้นไม่ค่อยดี ความต้องการน้ำมันจะน้อยลงดังนั้นราคาจึงลดลง เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ความต้องการน้ำมันมีมากขึ้นและราคาเพิ่มสูงขึ้น

การแข็งตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

การแข็งตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

น้ำมันจะถูกตรึงราคาและแลกเปลี่ยนด้วยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าของ USD มีผลกระทบที่สำคัญต่อราคาน้ำมัน การที่ดอลลาร์แข็งตัวขึ้นทำให้ราคาน้ำมันลดลง และเมื่อดอลลาร์อ่อนตัวลงราคาน้ำมันจึงสูงขึ้น

การเก็งกำไรตลาด

การเก็งกำไรตลาด

ราคาน้ำมันจะมีการกำหนดราคาสำหรับตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งหมายความว่าการเก็งกำไรกับเหตุการณ์ในอนาคตสามารถส่งผลกระทบต่อราคาได้ ผู้ซื้อขายควรทราบถึงข่าวที่อาจส่งผลกระทบกับราคา

แหล่งพลังงานแบบใหม่

แหล่งพลังงานแบบใหม่

การผลิตพลังงานหมุนเวียนที่เติบโตขึ้น (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือลม) อาจทำให้การพึ่งพาน้ำมันลดลง จึงทำให้ราคาลดลงได้

การผลิตน้ำมันทั่วโลก

การผลิตน้ำมันทั่วโลก

OPEC รวมกับผู้ผลิตรายใหญ่เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และจีน มีอิทธิพลสำคัญต่อราคาและอุปทานน้ำมัน ดังนั้น ราคาน้ำมันจะลดลงเมื่อมีการเพิ่มผลผลิตและราคาจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการจำกัดผลผลิต

การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรภายนอกแบบไม่ได้คาดการณ์

การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรภายนอกแบบไม่ได้คาดการณ์

เหตุการณ์เช่นภัยธรรมชาติ สงคราม และความไม่มั่นคงทางการเมืองสามารถส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันได้ เมื่อผลผลิตหรืออุปทานลดลงเนื่องจากเหตุการณ์ 'ช็อก' ที่ไม่คาดฝัน การซื้อด้วยอาการตื่นตระหนกมักทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น

ความได้เปรียบของการซื้อขายน้ำมันคืออะไร

การซื้อขายสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันมีความได้เปรียบหลายข้อซึ่งทำให้ตลาดนี้เหมาะสำหรับผู้ซื้อขายเป็นอย่างยิ่ง:

สภาพคล่อง

สภาพคล่อง

สัญญาน้ำมันฟิวเจอร์สมีสภาพคล่องสูง ทำให้นักลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งซื้อขายเป็นเงินสดเมื่อจำเป็น

เงินประกันต่ำ

เงินประกันต่ำ

เงินฝากประกันที่จำเป็นต้องมีเพื่อเริ่มการซื้อขายฟิวเจอร์สสามารถต่ำถึง 2% ของมูลค่าเต็มบนสัญญา

ความสามารถในการป้องกันความเสี่ยง

ความสามารถในการป้องกันความเสี่ยง

การลงทุนในน้ำมันเพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเป็นวิธีการรักษาสมดุลความเสี่ยงที่ดี

การกระจายพอร์ตลงทุน

การกระจายพอร์ตลงทุน

น้ำมันเป็นอีกวิธีในการกระจายพอร์ตลงทุนของผู้ซื้อขาย

การป้องกันจากเงินเฟ้อ

การป้องกันจากเงินเฟ้อ

น้ำมันสามารถคงมูลค่าและราคาได้แม้ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูง

ค่าเลเวอเรจ

ค่าเลเวอเรจ

ใช้ประโยชน์ของค่าเลเวอเรจที่ยืดหยุ่นเพื่อสัมผัสการซื้อขายแบบเต็มรูปแบบ

ค้นพบตลาดเพิ่มเติมเพื่อซื้อขายกับ Axi

เลือกจากตลาดทั่วโลกที่หลากหลายเพื่อทำการซื้อขายกับ Axi โดยมีค่าสเปรดที่สามารถแข่งขันได้และมีเลเวอเรจที่มีความยืดหยุ่น เพื่อความได้เปรียบในการซื้อขายของคุณ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อขายน้ำมัน

น้ำมันดิบหรือที่เรียกกันว่า “ทองคำสีดำ” เป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าสูงเนื่องจากการใช้งานในการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวันหลากหลายชนิด เช่น พลาสติก น้ำมันเบนซิน ยาง สารสังเคราะห์ และอื่นๆ อีกมากมาย ตลอดหลายปี การเพิ่มขึ้นของประชากรทั่วโลกและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทำให้เกิดการบริโภคและความต้องการน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่มีจำกัดและเป็นที่ต้องการสูง น้ำมันดิบจึงถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมูลค่า

ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยองค์กรข้อมูลด้านพลังงาน (EIA) การผลิตน้ำมันทั้งหมดโดยเฉลี่ยอยู่ที่สูงกว่า 100.61 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันสูงสุดห้าประเทศมีกำลังผลิตเกือบครึ่งหนึ่งของผลผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก ประเทศที่มีการผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก โดยผลิตเฉลี่ยที่ 19.47 ล้านบาร์เรลต่อวัน คือสหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบียมาเป็นอันดับสองที่ 11.62 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 12% ของกำลังผลิตทั่วโลก อันดับสาม อันดับสี่ และอันดับห้าคือรัสเซีย แคนาดา และจีนตามลำดับด้วยกำลังผลิตที่ 11.49 ล้าน 5.5 ล้าน และ 4.89 ล้านบาร์เรลต่อวัน

การซื้อขายน้ำมันโดยธรรมชาติแล้วมีความผันผวนและราคาจะมีการควบคุมโดยองค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (OPEC) ผ่านกลไกการผลิต (อุปทาน) ดังนั้น กลยุทธ์ที่ผู้ซื้อขายมักใช้ในการประเมินตลาดซื้อขายน้ำมันมีอยู่ด้วยกันหลักๆ สองกลยุทธ์: การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการวิเคราะห์เบื้องต้น

น้ำมันดิบเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกและ เนื่องจากการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีสภาพคล่องและความผันผวนสูง จึงมีโอกาสมากมายในการซื้อขายความผันผวนนี้เพื่อทำกำไร การซื้อขายน้ำมันดิบจะทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายข้อ แต่การทำความเข้าใจการวิเคราะห์เบื้องต้นนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ให้ทดลองซื้อขายน้ำมันและฝึกฝนทักษะของคุณ โดยการเปิดบัญชีทดลองฟรีและเข้าถึงคลังข้อมูลด้านการซื้อขายเพื่อการศึกษาที่ทาง Axi จัดทำขึ้น