หน้าหลัก
/การซื้อขาย (การเทรด) คืออะไรและมีหลักการทำงานอย่างไร?

การซื้อขาย (การเทรด) คืออะไรและมีหลักการทำงานอย่างไร?

Axi Team
Axi Team

อ่าน 15 นาที

fb-icon
twitter-icon
linkedin-icon

การซื้อขาย คือการซื้อและขายตราสารทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เช่น คู่สกุลเงิน หุ้น ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคา หรือเพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ให้กับพอร์ตการลงทุนเดิมจากทิศทางตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งผู้เข้าร่วมในตลาดมีตั้งแต่เทรดเดอร์รายย่อยไปจนถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างกองทุนเฮดจ์ฟันด์และวาณิชธนกิจ (Investment Banks)

ต่างจากการถือครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์แบบดั้งเดิม การซื้อขายยุคปัจจุบันมักนิยมใช้ตราสารอนุพันธ์ เช่น สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD) และสัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual Futures) สัญญาเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมตลาดสามารถเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาได้ทั้งขาขึ้นและขาลง โดยไม่จำเป็นต้องมีการส่งมอบหรือถือครองสินทรัพย์อ้างอิงจริง

what is trading

การซื้อขาย vs. การลงทุน: มีความแตกต่างกันอย่างไร?

แม้ว่าทั้งการซื้อขายและการลงทุนจะมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนจากเงินทุนเหมือนกัน แต่ทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านระยะเวลาการถือครอง ความถี่ในการซื้อขาย และแนวทางการวิเคราะห์ ดังนี้

คุณสมบัติการซื้อขายการลงทุน
ระยะเวลาการถือครองระยะสั้น (วินาที ชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์)ระยะยาว (เดือน ปี หรือหลายสิบปี)
ความถี่สูง (มีการซื้อขายหลายครั้งต่อวันหรือสัปดาห์)ต่ำ (เพิ่มเงินลงทุนหรือปรับสมดุลพอร์ตเป็นครั้งคราว)
การวิเคราะห์มุ่งเน้นการวิเคราะห์ทางเทคนิคและพฤติกรรมราคา (Price Action)มุ่งเน้นผลประกอบการของบริษัท ปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค
เลเวอเรจมักใช้เพื่อเพิ่มผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นใช้น้อยมาก โดยมุ่งเน้นที่การเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง
วัตถุประสงค์หลักทำกำไรจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้นสร้างการเติบโตของเงินทุนแบบทบต้นและสั่งสมความมั่งคั่งในระยะยาวหลายปี

การเปรียบเทียบการซื้อขายและการลงทุนตามระยะเวลาถือครอง ความถี่ แนวทางวิเคราะห์ เลเวอเรจ และวัตถุประสงค์

คุณสามารถซื้อขายอะไรได้บ้าง? ตลาด ตราสาร และช่วงเวลาการซื้อขาย

เทรดเดอร์จะเลือกตลาดการเงินโดยพิจารณาจากสภาพคล่อง ความผันผวน และเวลาทำการซื้อขาย:

ฟอเร็กซ์ (คู่เงิน): เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก โดยเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ผู้เข้าร่วมตลาดสามารถซื้อขายคู่สกุลเงินหลัก (เช่น EUR/USD), คู่สกุลเงินรอง และคู่สกุลเงินแปลกใหม่ได้ผ่านการซื้อขายแบบสปอต, CFD ของฟอเร็กซ์ หรือตราสารอนุพันธ์ระดับสถาบัน เช่น สัญญาสิทธิ (Options) และสัญญาแลกเปลี่ยน (Swaps)

จากผลสำรวจธุรกรรมของธนาคารกลางทุก 3 ปี โดย BIS (BIS Triennial Central Bank Survey 2025) พบว่า ปริมาณการซื้อขายฟอเร็กซ์นอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) ทั่วโลกมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ $9.6 ล้านล้านเหรียญต่อวันในเดือนเมษายน 2025 เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2022 โดยดอลลาร์สหรัฐมีส่วนร่วมอยู่ในธุรกรรมการซื้อขายฟอเร็กซ์ถึง 89% และ FX Swap เป็นตราสารที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด โดยมีมูลค่าประมาณ $4 ล้านล้านเหรียญต่อวัน

หุ้นและดัชนี: การซื้อขายหุ้นเปิดโอกาสให้เข้าถึงหุ้นของบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในขณะที่ดัชนีหลักติดตามผลการดำเนินงานโดยรวมของตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลก เช่น US30 (Dow Jones), GER40 (DAX) และ JPN225 (Nikkei) ทั้งนี้ การซื้อขาย CFD ของหุ้นและดัชนีช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรได้ทั้งในช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้น (Long) และปรับตัวลง (Short) เพื่อรับผลตอบแทนตามความเคลื่อนไหวของราคาโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิงจริง

สินค้าโภคภัณฑ์: ครอบคลุมวัตถุดิบที่จับต้องได้ เช่น พลังงาน (น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ), โลหะ (ทองคำ, เงิน, ทองแดง) และสินค้าเกษตร (โกโก้, กาแฟ) ซึ่งสามารถซื้อขายผ่าน CFD ของสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาด OTC หรือผ่านสัญญาฟิวเจอร์สในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Exchanges)

คริปโตเคอร์เรนซี: ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเปิดทำการอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ Axi ให้บริการเข้าถึงการซื้อขายคริปโตแบบ Spot, CFD ของคริปโต และสัญญาฟิวเจอร์สคริปโตแบบไม่มีวันหมดอายุ ช่วยให้สามารถถือครองสินทรัพย์โดยตรงและใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางต่าง ๆ ได้

รูปแบบการซื้อขาย: สปอต, CFD และ Perpetual Futures

คุณสามารถซื้อขายในตลาดเดียวกันได้ผ่านหลากหลายผลิตภัณฑ์ โดยแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีความแตกต่างกันในด้านการถือครองสินทรัพย์ ความสามารถในการเปิดสถานะขาย (Short Selling) และต้นทุนการถือครองสถานะ:

ผลิตภัณฑ์เป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิงจริงหรือไม่?เปิดสถานะได้ทั้ง Long และ Short หรือไม่?เลเวอเรจวันหมดอายุต้นทุนการถือครองสถานะ
สปอต (เช่น การซื้อคริปโตโดยตรง)เป็นเจ้าของได้เฉพาะ Long เท่านั้นไม่มีไม่มีไม่มี นอกเหนือจากค่าสเปรด/ค่าธรรมเนียมในการซื้อและขาย
CFDไม่ได้เป็นเจ้าของได้ทั้งสองฝั่งมี โดยใช้มาร์จิ้นไม่มีค่าสเปรด, ค่าคอมมิชชัน และค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามคืน
สัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual Futures)ไม่ได้เป็นเจ้าของได้ทั้งสองฝั่งมี โดยใช้มาร์จิ้นไม่มีมีการจ่ายค่า Funding ตามรอบระยะเวลา และอาจมีค่าธรรมเนียมการซื้อขายเพิ่มเติม
สัญญาฟิวเจอร์สแบบกำหนดวันส่งมอบ (Dated Futures)ไม่ได้เป็นเจ้าของ (บางสัญญามีการส่งมอบจริง)ได้ทั้งสองฝั่งมี โดยใช้มาร์จิ้นมีวันหมดอายุที่กำหนดไว้แน่นอนรวมอยู่ในราคาของสัญญา และมีต้นทุนการต่ออายุสัญญา

CFD (Contract for Difference หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่าง) คือข้อตกลงในการชำระส่วนต่างของราคาสินทรัพย์ระหว่างเวลาที่เปิดสถานะและเวลาที่ปิดสถานะ โดยคุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิง ดังนั้นจึงสามารถเปิดสถานะ CFD ด้วยการขาย (เทรด Short) ได้เช่นเดียวกับการซื้อ (เทรด Long)

สัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual Futures) คือสัญญาฟิวเจอร์สที่ไม่มีวันหมดอายุ และเพื่อรักษาระดับราคาของสัญญาให้อยู่ใกล้เคียงกับตลาดอ้างอิง ผู้ถือสถานะ Long และ Short จะมีการชำระค่า Funding ระหว่างกันตามรอบเวลาที่กำหนด โดยเมื่อราคาสัญญาสูงกว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิง ผู้ถือสถานะ Long จะจ่ายเงินให้ผู้ถือสถานะ Short และเมื่อราคาสัญญาต่ำกว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิง ผู้ถือสถานะ Short จะจ่ายเงินให้ผู้ถือสถานะ Long

สัญญาฟิวเจอร์สแบบกำหนดวันส่งมอบ (Dated Futures) จะมีข้อผูกพันในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ ณ ราคาที่ตกลงกันในวันที่กำหนด ส่วนออปชัน (สัญญาสิทธิ (Options)) จะให้สิทธิ์แก่ผู้ถือสัญญา แต่ไม่มีข้อผูกพันว่าจะต้องซื้อหรือขายสินทรัพย์ดังกล่าว

ตลาดเปิดทำการช่วงเวลาใดบ้าง?

ตลาดฟอเร็กซ์โดยทั่วไปเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ โดยมีการซื้อขายผ่านศูนย์กลางทางการเงินหลัก 4 แห่ง ทั้งนี้ สภาพคล่องและความผันผวนมักจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อช่วงเวลาทำการของตลาดหลักเปิดคาบเกี่ยวกัน

เซสชันเวลาทำการโดยประมาณ (GMT)สิ่งที่ควรทราบ
ซิดนีย์22:00–07:00 น.เปิดสัปดาห์การซื้อขาย โดยคู่สกุลเงิน AUD และ NZD มักจะมีความเคลื่อนไหวคึกคักเป็นพิเศษ
โตเกียว00:00–09:00 น.คู่สกุลเงิน JPY มักจะมีความคึกคัก และมีช่วงเวลาเปิดคาบเกี่ยวกับตลาดซิดนีย์
ลอนดอน08:00–17:00 น.โดยทั่วไปเป็นหนึ่งในเซสชันที่มีการซื้อขายหนาแน่นที่สุด โดยเฉพาะคู่สกุลเงิน EUR และ GBP
นิวยอร์ก13:00–22:00 น.เปิดคาบเกี่ยวกับตลาดลอนดอนในช่วงเวลา 13:00 ถึง 17:00 GMT ตามเวลามาตรฐาน ส่งผลให้เกิดปริมาณการซื้อขายที่สูงมาก

เวลาทำการของแต่ละเซสชันอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับเวลา GMT ในช่วงการปรับเวลาตามฤดูกาล (Daylight Saving Time) ในขณะที่โตเกียวไม่มีการปรับเวลาตามฤดูกาล สำหรับเวลาทำการซื้อขายของ CFD บนหุ้น โดยทั่วไปจะเป็นไปตามเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์อ้างอิง ส่วน CFD บนดัชนีจะมีเวลาทำการแตกต่างกันไปตามแต่ละตราสาร และตลาดคริปโตจะเปิดทำการตลอด 24/7

ระดับราคาอาจเกิดช่องว่างของราคาเมื่อตลาดกลับมาเปิดทำการหลังวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งอาจส่งผลให้คำสั่งจุดตัดขาดทุนได้รับการจับคู่ที่ราคาแย่กว่าระดับราคาที่ระบุไว้ กรุณาตรวจสอบปฏิทินวันหยุดการซื้อขายของ Axi เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงตารางเวลาทำการก่อนตัดสินใจถือสถานะข้ามช่วงวันหยุด

การซื้อขายทำงานอย่างไร?

บทบาทของโบรกเกอร์ ศูนย์ซื้อขาย และผู้ดูแลสภาพคล่อง

ในการส่งคำสั่งซื้อขาย โดยทั่วไปคุณจำเป็นต้องมีบัญชีกับโบรกเกอร์ โดยโบรกเกอร์จะทำหน้าที่เปิดทางให้คุณเข้าถึงตลาดการเงินและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่คุณสามารถใช้วิเคราะห์ราคา ส่งคำสั่ง และบริหารจัดการสถานะการซื้อขายได้

โบรกเกอร์อาจส่งต่อคำสั่งซื้อขายไปยังศูนย์ซื้อขายแบบรวมศูนย์ (เช่น NYSE หรือ CME), ดำเนินการจับคู่คำสั่งนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) หรือทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาหลัก (Principal ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับคำสั่งซื้อขายของลูกค้า ซึ่งพบได้ทั่วไปในการซื้อขาย CFD)

ยกตัวอย่างเช่น Axi ให้บริการการซื้อขายฟอเร็กซ์แบบใช้มาร์จิ้น, CFD และ Perpetual Futures รวมถึงสามารถทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาหลักสำหรับคำสั่งซื้อขายของลูกค้าได้ บริการของ Axi ประกอบด้วย Axi Trading Platform, เครื่องมือวิเคราะห์ตลาด เช่น Ask Axi และแหล่งข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ นอกจากนี้ Axi ยังให้บริการ MT4 และ MT5 ซึ่งมาพร้อมฟังก์ชันการดูกราฟขั้นสูง และรองรับเครื่องมือช่วยวิเคราะห์อย่าง Autochartist รวมถึงระบบการซื้อขายอัตโนมัติ (Expert Advisors (EAs))

ค่าสเปรด Bid-Ask และการตั้งราคา

สินทรัพย์ทางการเงินจะแสดงราคาสองราคาควบคู่กันเสมอ:

  • ราคาเสนอซื้อ (Bid price): ราคาที่ตลาดหรือโบรกเกอร์ยินดีที่จะซื้อจากคุณ (เป็นราคาปิดสถานะสำหรับการซื้อขายฝั่ง Long และเป็นราคาเปิดสถานะสำหรับการซื้อขายฝั่ง Short)
  • ราคาเสนอขาย (Ask/Offer price): ราคาที่ตลาดหรือโบรกเกอร์ยินดีที่จะขายให้กับคุณ (เป็นราคาเปิดสถานะสำหรับการซื้อขายฝั่ง Long และเป็นราคาปิดสถานะสำหรับการซื้อขายฝั่ง Short)

ส่วนต่างระหว่างราคาทั้งสองนี้เรียกว่า ค่าสเปรด Bid-Ask (Bid-Ask Spread) ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินการส่งคำสั่งซื้อขาย

การส่งคำสั่งและประเภทของคำสั่งซื้อขาย

  • คำสั่ง Market Order: คำสั่งให้ดำเนินการซื้อขายทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาด ณ ขณะนั้น
  • คำสั่ง Limit Order: คำสั่งซื้อขายล่วงหน้าเพื่อซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน หรือขายในราคาที่สูงกว่าราคาปัจจุบัน โดยอาจได้รับการดำเนินการที่ราคาที่ระบุหรือราคาที่ดีกว่า ทั้งนี้ ไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับการจับคู่คำสั่ง
  • คำสั่ง Stop Order: คำสั่งที่จะทำงานเมื่อราคาแตะถึงระดับราคาที่กำหนดไว้ โดยคำสั่งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) จะปิดสถานะการซื้อขายโดยอัตโนมัติเพื่อจำกัดผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่คำสั่งจุดทำกำไร (Take Profit) ใช้เพื่อปิดสถานะเมื่อราคาปรับตัวไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

Pip, ล็อต และขนาดของสัญญา

การเปลี่ยนแปลงของราคาฟอเร็กซ์จะวัดค่าเป็น Pip โดยคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ 1 Pip จะเทียบเท่ากับทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (0.0001) ส่วนคู่สกุลเงินที่จับคู่กับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) 1 Pip จะเทียบเท่ากับทศนิยมตำแหน่งที่ 2 (0.01) นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการซื้อขายมักจะแสดงทศนิยมเพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง (เรียกว่า Fractional Pip หรือ Pipette) ทำให้ราคา EUR/USD อาจแสดงเป็น 1.10005

ขนาดของสถานะการซื้อขายในตลาดฟอเร็กซ์จะกำหนดเป็นล็อต:

ขนาดล็อตจำนวนหน่วยของสกุลเงินหลักมูลค่าต่อ 1 Pip สำหรับคู่ EUR/USD
ล็อตมาตรฐาน (Standard Lot)100,000$10.00
มินิล็อต (Mini Lot)10,000$1.00
ไมโครล็อต (Micro Lot)1,000$0.10

ขนาดล็อตมาตรฐาน มินิล็อต และไมโครล็อต พร้อมมูลค่าต่อ 1 pip ของคู่ EUR/USD

มูลค่าของ Pip (Pip value) สามารถคำนวณได้โดยนำขนาดของ Pip มาคูณกับจำนวนหน่วยของสัญญา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงอยู่ในรูปของสกุลเงินรอง (Quote Currency)

สำหรับคู่ EUR/USD สกุลเงินรองคือดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น สถานะการซื้อขายขนาด 100,000 หน่วย จึงมีมูลค่าของ Pip เท่ากับ 0.0001×100,000=$10 หากมูลค่าของ Pip ไม่ตรงกับสกุลเงินหลักในบัญชีของคุณ จะต้องแปลงค่าตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน

สำหรับ CFD ของดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้น ขนาดของสัญญาจะแตกต่างกันไปตามตราสารแต่ละประเภท

เลเวอเรจ มาร์จิ้นเริ่มต้น และมาร์จิ้นคอล

การซื้อขายด้วยมาร์จิ้นช่วยให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมขนาดสถานะการซื้อขายที่ใหญ่กว่าจำนวนเงินมาร์จิ้นที่ต้องใช้ในการเปิดสถานะได้

  • มาร์จิ้นเริ่มต้น (Initial Margin): เงินทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อเปิดสถานะการซื้อขายที่มีการใช้เลเวอเรจ ยกตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดมาร์จิ้น 1% จะเทียบเท่ากับเลเวอเรจ 100:1
  • เลเวอเรจ (Leverage): ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมสถานะการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงขึ้นโดยใช้เงินทุนที่น้อยลง ซึ่งจะขยายทั้งกำไรและขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับจำนวนมาร์จิ้นที่ต้องใช้
  • มาร์จิ้นคอล (Margin call): การแจ้งเตือนเมื่อระดับมาร์จิ้นในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนด หากระดับมาร์จิ้นยังคงปรับตัวลดลงต่อไป โบรกเกอร์อาจดำเนินการปิดสถานะการซื้อขายโดยอัตโนมัติเพื่อจำกัดความเสียหายไม่ให้ขาดทุนเพิ่มเติม

เลเวอเรจและมาร์จิ้นทำงานอย่างไร: สมมติว่าคุณมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในบัญชี $2,000 และเปิดสถานะการซื้อขายมูลค่า $10,000 โดยใช้เลเวอเรจ 10:1 ซึ่งจะต้องใช้มาร์จิ้นจำนวน $1,000 หากราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลง 1% สถานะการซื้อขายของคุณจะมีกำไรหรือขาดทุน $100 ซึ่งเทียบเท่ากับ 5% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเริ่มต้นในบัญชีของคุณ

ตัวอย่างบัญชีมูลค่าสุทธิ $2,000 ใช้เลเวอเรจ 10:1 และมาร์จิ้น $1,000 เพื่อควบคุมสถานะ $10,000 โดยราคาเปลี่ยนแปลง 1% ทำให้กำไรหรือขาดทุน $100

ตัวอย่าง: การซื้อขายหนึ่งครั้งต้องใช้มาร์จิ้นเท่าใด?

มาร์จิ้นที่ต้องใช้ในการเปิดสถานะคำนวณได้โดยการนำมูลค่าของสถานะการซื้อขายมาหารด้วยอัตราส่วนเลเวอเรจ

สมมติว่าคุณเปิดสถานะคู่สกุลเงิน EUR/USD ขนาด 10,000 หน่วย ณ อัตราแลกเปลี่ยน 1.10005 คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น $11,000.50 ข้อกำหนดมาร์จิ้นและจำนวนเงินมาร์จิ้นที่ต้องใช้ ณ ระดับเลเวอเรจต่าง ๆ จะเป็นดังนี้:

เลเวอเรจข้อกำหนดมาร์จิ้นมาร์จิ้นที่ต้องใช้
30:13.33%$366.68
100:11%$110.01

เลเวอเรจที่สูงขึ้นช่วยให้คุณสามารถควบคุมสถานะการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงขึ้นโดยใช้มาร์จิ้นจำนวนเท่าเดิม หรือเปิดสถานะการซื้อขายที่มีมูลค่าเท่าเดิมโดยใช้มาร์จิ้นน้อยลง ในตัวอย่างนี้ ขนาดสถานะการซื้อขายยังคงเท่าเดิม ดังนั้นการที่ราคาเคลื่อนไหวสวนทางไป 100 pip จะส่งผลให้ขาดทุน $100 ไม่ว่าจะใช้เลเวอเรจระดับใดก็ตาม

ทั้งนี้ เลเวอเรจสูงสุดจะแตกต่างกันไปตามตราสาร นิติบุคคลผู้ให้บริการ และเขตอำนาจศาล

ใช้เพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น

มาตรการคุ้มครองตามกฎระเบียบและการป้องกันยอดเงินคงเหลือติดลบ

โบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจะดำเนินงานภายใต้การดูแลของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FCA, CySEC และ ASIC โดยมาตรการคุ้มครองตามกฎระเบียบอาจรวมถึงการจำกัดเพดานเลเวอเรจและการป้องกันยอดเงินคงเหลือติดลบ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ลูกค้ารายย่อยที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ต้องสูญเสียเงินมากกว่าจำนวนเงินทุนที่มีอยู่ในบัญชีซื้อขายที่ได้รับการคุ้มครอง โดยขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลและการจัดประเภทของลูกค้า ลูกค้าของ AxiTrader LLC ซึ่งเป็นนิติบุคคลในเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ (SVG) ไม่ได้รับการคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ

ต้นทุนการซื้อขาย: ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่า Swap ข้ามคืน

  • ค่าสเปรด (Spreads): ส่วนต่างราคาที่บวกเพิ่มไว้ระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask)
  • ค่าคอมมิชชัน (Commissions): ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมแบบคงที่ซึ่งคิดตามจำนวนล็อต โดยส่วนใหญ่จะเรียกเก็บในบัญชีประเภทส่งคำสั่งด้วยค่าสเปรดดิบ (Raw Spread)
  • ค่า Swap ข้ามคืน (Overnight Swaps): ค่าธรรมเนียมทางการเงินที่อาจถูกหักหรือได้รับเป็นเครดิต เมื่อถือครองสถานะ CFD ที่ใช้เลเวอเรจข้ามช่วงเวลาปิดทำการรายวันของตลาด
  • การชำระค่า Funding (สำหรับ Perpetual Futures): การชำระเงินตามรอบระยะเวลาระหว่างผู้ถือสถานะ Long และ Short เพื่อช่วยรักษาระดับราคาของสัญญาให้สอดคล้องกับราคาสปอตอ้างอิง

เทรดเดอร์วิเคราะห์ตลาดอย่างไร?

เทรดเดอร์ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อประเมินสภาวะตลาด ค้นหาโอกาส และนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อขาย

การวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis หรือ TA) เป็นการประเมินพฤติกรรมราคาในอดีตและรูปแบบของปริมาณการซื้อขาย เพื่อค้นหารูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ:

  • พฤติกรรมราคาและรูปแบบแท่งเทียน: การประเมินรูปแบบต่าง ๆ เช่น ดับเบิลบ็อททอม (Double Bottoms), รูปแบบหัวและไหล่ (Head-and-Shoulders), แท่งเทียนกลืนกิน (Engulfing Candles) และแท่งเทียนพินบาร์ (Pin Bars)
  • ระดับแนวรับและแนวต้าน: การระบุระดับราคาที่ทำหน้าที่เป็นแนวรับ (จุดต่ำสุด) และแนวต้าน (จุดสูงสุด) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์หรืออุปทาน
  • อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค: สูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่นำมาใช้วิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขาย เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages หรือ MA) ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (Relative Strength Index หรือ RSI) และ MACD

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นการประเมินปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์:

  • ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ: การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง, รายงานอัตราเงินเฟ้อ (CPI), ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
  • ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของบริษัท: รายงานผลประกอบการ, กำไรต่อหุ้น (EPS), การเติบโตของรายได้ และสถานะทางการเงินที่สะท้อนผ่านงบดุล
  • พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์: การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน, นโยบายการค้า และความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานโลก

รูปแบบหลักของสไตล์การซื้อขาย

สไตล์การซื้อขายจะถูกกำหนดโดยระยะเวลาในการถือครองสถานะ ความทุ่มเทด้านเวลา และแนวทางการวิเคราะห์:

การซื้อขายแบบถือครองระยะยาว (Position Trading): คือการถือครองสถานะการซื้อขายตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือนหรือหลายปี เพื่อทำกำไรจากแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นหลัก ขณะที่การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะถูกนำมาใช้เป็นตัวช่วยเสริมในการหาจุดเข้าซื้อขาย การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) และเป้าหมายทำกำไร (Take-Profit)

การซื้อขายตามรอบสวิง (Swing Trading): มุ่งเน้นการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นถึงระยะกลาง (รอบสวิง) ตั้งแต่หลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ โดยเข้าซื้อ ณ จุดต่ำสุดของรอบสวิง (แนวรับ) และขายทำกำไร ณ จุดสูงสุดของรอบสวิง (แนวต้าน) การวิเคราะห์ทางเทคนิคถือเป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในการหาจังหวะเข้าทำ การกำหนดระดับความเสี่ยง และเป้าหมายกำไร

การซื้อขายรายวัน (Day Trading): คือการเปิดและปิดสถานะทั้งหมดภายในวันเดียวกัน โดยไม่มีการถือครองสถานะข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนค่าธรรมเนียมข้ามคืนและความเสี่ยงจากช่องว่างของราคา (Price Gap) การซื้อขายรูปแบบนี้จำเป็นต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญและช่วงเวลาเปิดตลาดของแต่ละเซสชัน

การซื้อขายทำกำไรระยะสั้นมาก (Scalping): คือรูปแบบการซื้อขายในระยะสั้นเป็นพิเศษ โดยถือสถานะเพียงไม่กี่วินาทีหรือสองสามนาทีเพื่อเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเพียงเล็กน้อยผ่านการส่งคำสั่งอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วในการส่งคำสั่ง และ Slippage อาจส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ เทรดเดอร์อาจใช้กราฟระยะสั้นและข้อมูลกระแสคำสั่งซื้อขายเมื่อมีข้อมูลดังกล่าวให้ใช้งาน

ตัวอย่างการซื้อขายทีละขั้นตอน: วิธีซื้อขายสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ

ตัวอย่างที่ 1: การซื้อขาย CFD หุ้น (Microsoft)

สมมติว่าหุ้น Microsoft (MSFT) มีราคาเสนอซื้อ-เสนอขาย (Bid- Ask) อยู่ที่ $403.00 / $403.50 และคุณคาดการณ์ว่ารายงานผลประกอบการจะออกมาในเชิงบวก

  • การตั้งค่าการซื้อขาย: เปิดสถานะ Long ของ CFD จำนวน 10 หุ้น ที่ราคาเสนอขาย (Ask) $403.50
  • มูลค่าของสถานะ: 10 × $403.50 = $4,035

ผลลัพธ์ A (ตลาดปรับตัวขึ้น):

ราคาหุ้น MSFT ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ $415.00 / $415.50 คุณปิดสถานะโดยขายที่ราคาเสนอซื้อ (Bid) $415

กำไร = ($415 - $403.50) × 10 = $115

ผลลัพธ์ B (ตลาดปรับตัวลง):

ผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และราคาปรับตัวลดลงมาที่ $395.00

ขาดทุน = ($395 - $403.50) × 10 = -$85

ตัวอย่างที่ 2: การซื้อขาย Forex CFD (EUR/USD)

สมมติว่าคู่สกุลเงิน EUR/USD มีส่วนต่างสเปรด 1 pip อยู่ที่ 1.09995 / 1.10005 และคุณคาดการณ์ว่าค่าเงินยูโร (EUR) จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (USD)

  • การตั้งค่าการซื้อขาย: เปิดสถานะ Long จำนวน 10,000 หน่วย (0.10 Standard Lot หรือ 1 Mini Lot) ที่ราคาเสนอขาย (Ask) 1.10005
  • มูลค่าของสถานะ: 10,000 × $1.10005 = $11,000.50

ผลลัพธ์ A (ตลาดปรับตัวขึ้น):

อัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 1.12000 / 1.12010 คุณปิดสถานะที่ราคาเสนอซื้อ (Bid) 1.12000

กำไร = (1.12000 - 1.10005) × 10,000 = $199.50

ผลลัพธ์ B (ตลาดปรับตัวลง):

อัตราแลกเปลี่ยนลดลงมาอยู่ที่ 1.09000 / 1.09010 ซึ่งทำให้คำสั่ง Stop Loss ทำงาน ณ ราคาเสนอซื้อ (Bid) ที่ 1.09000

ขาดทุน = (1.09000 - 1.10005) × 10,000 = -$100.50

ตัวอย่างที่ 3: การซื้อขาย CFD สินค้าโภคภัณฑ์ (การกำหนดขนาดสัญญา USOIL)

สมมติว่าน้ำมันดิบสหรัฐฯ (USOIL) มีสเปรดอยู่ที่ 3 เซนต์ โดยมีราคาอยู่ที่ 78.50 / 78.53 และ 1 Standard Lot เทียบเท่ากับน้ำมัน 1,000 บาร์เรล (การขยับของราคา $0.01 = $10.00)

  • การตั้งค่าการซื้อขาย: เปิดสถานะ Long จำนวน 1 Standard Lot (1,000 บาร์เรล) ที่ราคาเสนอขาย (Ask) 78.53
  • มูลค่าของสถานะ: 1,000 × $78.53 = $78,530

ผลลัพธ์ A (ตลาดปรับตัวขึ้น):

ราคา USOIL ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 78.90 / 78.93 คุณปิดสถานะโดยขายที่ราคาเสนอซื้อ (Bid) 78.90

กำไร = ($78.90 - $78.53) × 1,000 บาร์เรล = $370

ผลลัพธ์ B (ตลาดปรับตัวลง):

ราคาลดลงเหลือ 78.20 ส่งผลให้คำสั่ง Stop Loss ทำงาน ณ ราคาเสนอซื้อ (Bid) ที่ 78.20

ขาดทุน = ($78.20 - $78.53) × 1,000 บาร์เรล = -$330.00

หัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยงคือปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญที่สุดต่อการอยู่รอดในระยะยาวของเส้นทางการซื้อขาย

กฎการจำกัดความเสี่ยง 1% ต่อการซื้อขายหนึ่งครั้ง

การจำกัดผลขาดทุนที่วางแผนไว้สำหรับการซื้อขายแต่ละครั้งให้อยู่ที่ 1% ของมูลค่าสุทธิในบัญชี สามารถช่วยรักษาเงินทุนและควบคุมภาวะการลดลงของมูลค่าบัญชีได้ สำหรับบัญชีที่มีเงินทุน $10,000 การจำกัดความเสี่ยง 1% หมายถึงการยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เกิน $100 ในการซื้อขายหนึ่งครั้งภายใต้สภาวะตลาดและการจับคู่คำสั่งปกติ ทั้งนี้ ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่าที่ตั้งไว้ได้จากเหตุการณ์ราคาเปิดกระโดด (Market Gaps) หรือปัญหาราคาคลาดเคลื่อน (Slippage)

การตั้งคำสั่ง Stop Loss และ Take Profit อย่างมีประสิทธิภาพ

คำสั่ง Stop Loss และ Take Profit ช่วยให้เทรดเดอร์บริหารความเสี่ยงและลดการตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ โดยระบบจะทำการปิดสถานะโดยอัตโนมัติเมื่อราคาปรับตัวไปถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

  • คำสั่ง Stop Loss (จุดตัดขาดทุน): ปิดสถานะการซื้อขายเมื่อตลาดเคลื่อนไหวไปถึงระดับราคาที่ระบุ เพื่อช่วยจำกัดผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น เทรดเดอร์มักตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เหนือแนวราคาสูงสุดล่าสุด หรือใต้แนวราคาต่ำสุดล่าสุด ตามแผนกลยุทธ์การซื้อขายที่วางไว้
  • คำสั่ง Take Profit (จุดทำกำไร): ปิดสถานะการซื้อขายเมื่อราคาบรรลุเป้าหมายกำไรที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยเป้าหมายเหล่านี้อาจอิงตามระดับแนวรับและแนวต้านสำคัญ หรืออินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่น ๆ

คำสั่ง Stop Loss ไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับการจับคู่สัญญา ณ ระดับราคาที่ระบุไว้เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-to-Reward Ratio)

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคือการเปรียบเทียบระหว่างผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นกับการคาดการณ์ผลกำไรในการซื้อขายหนึ่งครั้ง:

  • อัตราส่วน 1:2: เสี่ยงขาดทุน $100 เพื่อโอกาสในการทำกำไร $200
  • อัตราส่วน 1:3: เสี่ยงขาดทุน $100 เพื่อโอกาสในการทำกำไร $300

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เหมาะสมสามารถช่วยให้กลยุทธ์การซื้อขายยังคงสร้างกำไรได้ แม้ว่าจำนวนการซื้อขายที่ประสบความสำเร็จจะน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของการซื้อขายทั้งหมดก็ตาม ตราบใดที่กำไรที่ได้รับสามารถครอบคลุมผลขาดทุนและต้นทุนการซื้อขายทั้งหมดได้

Milan Cutkovic นักวิเคราะห์ตลาดของ Axi กล่าวถึงข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยว่า "ข้อผิดพลาดที่ผมพบเห็นบ่อยที่สุดคือการเลื่อนจุด Stop Loss ให้ไกลออกไปเมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะการซื้อขาย โดยทั่วไปแล้ว สิ่งนี้เริ่มต้นจากความหวังว่าราคาจะกลับตัว แต่กลับทำให้การขาดทุนเล็กน้อยที่วางแผนไว้กลายเป็นการขาดทุนที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งนี้สามารถลบล้างผลลัพธ์จากการซื้อขายอย่างมีวินัยที่สั่งสมมาหลายสัปดาห์ได้ จงกำหนดความเสี่ยงของคุณให้ชัดเจนก่อนเข้าทำการซื้อขาย และปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างเคร่งครัด"

การบริหาร Drawdown และการหลีกเลี่ยงการซื้อขายมากเกินไป

Drawdown คือการวัดการลดลงของมูลค่าสุทธิในบัญชีเทรด (Equity) จากจุดสูงสุดก่อนหน้าไปยังจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • การจำกัดผลขาดทุนรายวัน: การกำหนดเพดานผลขาดทุนสูงสุดต่อวัน (เช่น 3% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในบัญชี) สามารถช่วยควบคุมความเสี่ยงได้ เมื่อการขาดทุนถึงขีดจำกัดดังกล่าว ควรหยุดพักการซื้อขายตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุนเพิ่มเติมที่เกิดจากการตัดสินใจโดยใช้อารมณ์
  • การหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่มากเกินไป (Overtrading): การซื้อขายมากเกินไปเกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์เปิดสถานะการซื้อขายโดยไม่จำเป็น เนื่องจากความเบื่อหน่าย ความใจร้อน หรือความพยายามที่จะทำกำไรกลับคืนมาหลังจากขาดทุน การปฏิบัติตามแผนการซื้อขายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าสามารถช่วยรักษาวินัยและลดการตัดสินใจที่ใช้อารมณ์ชั่ววูบได้

ค่าความคาดหวังและอัตราการชนะ ณ จุดคุ้มทุน

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจะสะท้อนภาพรวมที่สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้รับประเมินควบคู่ไปกับอัตราการชนะของกลยุทธ์เท่านั้น โดยค่าความคาดหวัง (Expectancy) เป็นการรวมตัวชี้วัดเหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อคำนวณผลลัพธ์เฉลี่ยที่คาดหวังได้ต่อหนึ่งการซื้อขาย:

ค่าความคาดหวัง = (อัตราการชนะ × กำไรเฉลี่ย) - (อัตราการแพ้ × ผลขาดทุนเฉลี่ย)

อัตราการชนะขั้นต่ำที่จำเป็นเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุนก่อนหักต้นทุนการทำธุรกรรม คำนวณได้จากสูตร 1 ÷ (1 + อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง)

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอัตราการชนะ​ ณ จุดคุ้มทุน (ก่อนหักต้นทุน)
1:150%
1:233.33%
1:325%

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเสี่ยงขาดทุน $100 เพื่อโอกาสทำกำไร $200 โดยมีอัตราการชนะ 40% จะได้ผลเป็น (0.40 × $200) - (0.60 × $100) = $20 ต่อการซื้อขายหนึ่งครั้งก่อนหักต้นทุน แต่หากอัตราการชนะอยู่ที่ 30% อัตราส่วนเดียวกันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็น (0.30×$200)−(0.70×$100)=−$10 ต่อหนึ่งการซื้อขาย

ต้นทุนการทำธุรกรรมจะดันให้อัตราการชนะ ณ จุดคุ้มทุนที่แท้จริงสูงขึ้นกว่าเดิม และอัตราการชนะที่วัดจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อยอาจไม่สามารถรักษาระดับเดิมได้เมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง

ข้อความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างประกอบความเข้าใจเท่านั้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงผลลัพธ์ในอนาคต

วิธีซื้อขายเป็นอาชีพ: การเปลี่ยนจากการฝึกฝนไปสู่การใช้เงินทุนจริง

ก่อนที่จะขยับจากการใช้บัญชีทดลองไปสู่การซื้อขายจริงในตลาด โปรดพิจารณาประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้:

  • การดำเนินการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ: ปฏิบัติตามแผนการซื้อขายและกฎการบริหารความเสี่ยงที่บันทึกไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมจดบันทึกการซื้อขายและทบทวนข้อผิดพลาดหรือจุดที่เบี่ยงเบนไปจากแผนเสมอ
  • การประเมินผลการดำเนินงาน: ประเมินว่ากลยุทธ์ของคุณสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นบวกหลังหักต้นทุนการซื้อขายได้จริงหรือไม่ จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างการซื้อขายที่มากพอและครอบคลุมสภาวะตลาดที่หลากหลาย
  • การควบคุมความเสี่ยง: กำหนดขอบเขตขนาดของสถานะการซื้อขายและมูลค่าความเสี่ยงรวมให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับแผนรับมือความผันผวนและการจัดการภาวะการลดลงของเงินทุน

การผ่านเกณฑ์ประเมินเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคุณพร้อมที่จะพึ่งพาการซื้อขายเป็นรายได้หลักในทันที ควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และแยกเงินที่จำเป็นสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตออกจากเงินทุนในการซื้อขายเสมอ

การฝึกฝนด้วยบัญชีทดลอง

บัญชีทดลองช่วยให้เทรดเดอร์สามารถจำลองการส่งคำสั่งซื้อขาย ทดสอบกลยุทธ์ทางเทคนิค และทำความคุ้นเคยกับซอฟต์แวร์การซื้อขายได้โดยใช้เงินทุนเสมือน

แม้ว่าการซื้อขายด้วยบัญชีทดลองจะไม่สามารถจำลองแรงกดดันทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นในตลาดจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่มันก็ทำหน้าที่เป็นสภาพแวดล้อมชั้นดีสำหรับการฝึกฝนกลยุทธ์และปรับตัวให้เข้ากับกลไกการทำงานของแพลตฟอร์ม

โปรแกรมจัดสรรเงินทุนและโปรแกรม Prop Trading

โปรแกรม Prop Trading และโปรแกรมจัดสรรเงินทุน เช่น Axi Select เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถเข้าถึงเงินทุนสนับสนุนการซื้อขายผ่านการประเมินผลงานตามระดับขั้น

  • เกณฑ์ข้อกำหนดด้านผลงาน: เทรดเดอร์จะต้องผ่านเกณฑ์ผลการดำเนินงานที่กำหนดไว้ และปฏิบัติตามกฎการบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด รวมถึงการจำกัดเพดาน Drawdown
  • โอกาสในการเพิ่มเงินทุน: ผลการซื้อขายที่สม่ำเสมอและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยสามารถช่วยให้เทรดเดอร์เลื่อนระดับเพื่อรับเงินทุนที่สูงขึ้น พร้อมทั้งได้รับส่วนแบ่งจากกำไรที่เข้าเกณฑ์เงื่อนไข
  • วินัยในการซื้อขายอย่างมืออาชีพ: การปฏิบัติตามกฎของโปรแกรมจะช่วยส่งเสริมการซื้อขายอย่างเป็นระบบ การส่งคำสั่งซื้อขายที่สม่ำเสมอ และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีความรับผิดชอบ

ข้อดีและข้อเสียของการซื้อขาย

ข้อดีหลัก

  • เข้าถึงผ่านช่องทางออนไลน์: แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้คุณสามารถซื้อขายในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลกผ่านคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือได้
  • เปิดสถานะได้ทั้งสองทิศทาง: ตราสารอนุพันธ์อย่าง CFDs และ Perpetual Futures เปิดโอกาสให้ถือสถานะได้ทั้งฝั่ง Long และ Short
  • การเข้าถึงเลเวอเรจ: การซื้อขายด้วยมาร์จิ้นช่วยให้คุณสามารถเปิดสถานะการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงขึ้นโดยใช้เงินฝากเริ่มต้นที่น้อยลง ซึ่งช่วยขยายทั้งผลกำไรและผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น
  • เวลาซื้อขายที่ยืดหยุ่น: ตลาดฟอเร็กซ์โดยทั่วไปเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันทำการต่อสัปดาห์ ขณะที่ Perpetual Futures สามารถซื้อขายได้ตลอด 7 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับตารางเวลาของตราสารและการปิดปรับปรุงระบบ

ความเสี่ยงและความท้าทาย

  • ความผันผวนของตลาด: การเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็วจากการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคหรือข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาจก่อให้เกิดปัญหาราคาคลาดเคลื่อน (Slippage) อย่างฉับพลันและนำไปสู่ผลขาดทุนที่ไม่คาดคิด
  • ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากเลเวอเรจ: แม้ว่าเลเวอเรจจะเพิ่มโอกาสในการทำกำไร แต่ก็ขยายผลขาดทุนให้สูงขึ้นตามไปด้วยเมื่อเทียบกับเงินทุนเริ่มต้นในบัญชี
  • แรงกดดันทางจิตวิทยา: การถือครองสถานะเปิดจำเป็นต้องอาศัยวินัยอย่างสูง ความกลัว ความโลภ และความกังวล อาจนำไปสู่การรีบปิดสถานะเร็วเกินไป การเลื่อนจุด Stop-Loss ถอยหนี หรือการใช้เลเวอเรจที่เกินตัว
  • การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง: กลยุทธ์ที่ได้ผลดีเมื่อราคาเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงอย่างต่อเนื่องอาจประสบปัญหาเมื่อราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ เทรดเดอร์จึงจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการซื้อขายของตนให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ข้อผิดพลาดทั่วไปในการซื้อขายที่ควรหลีกเลี่ยง

การซื้อขายโดยปราศจากแผนการที่ชัดเจน หรือการตัดสินใจตามอารมณ์ต่อความเคลื่อนไหวระยะสั้นของตลาด อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่:

  • การใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไป หรือการเปิดสถานะขนาดใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในบัญชี
  • การเข้าทำการซื้อขายโดยไม่ได้กำหนดกลยุทธ์ในการปิดสถานะหรือเงื่อนไขที่บ่งชี้ว่าการวิเคราะห์นั้นใช้ไม่ได้ผลแล้ว
  • การมองข้ามต้นทุนค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และต้นทุนทางการเงินอื่น ๆ เมื่อประเมินผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ
  • การเพิ่มขนาดสถานะการซื้อขายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อหวังจะเอาคืนผลขาดทุนอย่างรวดเร็ว
  • การด่วนสรุปว่าผลกำไรติดต่อกันเพียงไม่กี่ครั้ง เป็นสิ่งพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในระยะยาวของกลยุทธ์
  • การละทิ้งแผนการซื้อขายหลังจากขาดทุนเพียงครั้งเดียว หรือหลังจากเผชิญกับสภาวะขาดทุนต่อเนื่องในระยะสั้น

บทสรุปและเริ่มต้นก้าวแรก

การซื้อขายช่วยให้คุณสามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในหลากหลายตลาด ไม่ว่าจะเป็นฟอเร็กซ์ หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนี และสกุลเงินดิจิทัล ทั้งนี้ ความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในกลไกการซื้อขาย การพัฒนาแผนการซื้อขายที่รัดกุม และการกำหนดขอบเขตความเสี่ยงที่คุณพร้อมยอมรับได้อย่างชัดเจน

ขั้นตอนการเริ่มต้น:

  1. ลงทะเบียนบัญชีซื้อขาย:

    ก่อนเปิดบัญชี ควรตรวจสอบนิติบุคคลผู้ให้บริการ สถานะการจดทะเบียนหรือการกำกับดูแล มาตรการคุ้มครองลูกค้า และเงื่อนไขการดำเนินคำสั่งซื้อขาย

  2. จัดทำแผนการซื้อขายที่ชัดเจน:

    กำหนดประเภทสินทรัพย์เป้าหมาย เงื่อนไขการเข้าซื้อขาย อัตราเลเวอเรจที่เหมาะสม และขอบเขตการจำกัดความเสี่ยง

  3. เริ่มต้นด้วยบัญชีทดลอง:

    ทดสอบกลยุทธ์การซื้อขายและเครื่องมือต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มโดยใช้เงินทุนเสมือน ก่อนเปลี่ยนไปใช้เงินทุนจริงในการซื้อขาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

การคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ (Negative Balance Protection) คืออะไร?

การคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ (Negative Balance Protection (NBP)) ช่วยป้องกันไม่ให้เทรดเดอร์สูญเสียเงินมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีซื้อขาย โดยเป็นข้อกำหนดตามกฎระเบียบสำหรับบัญชี CFD ของลูกค้ารายย่อยในบางเขตอำนาจศาล รวมถึงสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ทั้งนี้ ความพร้อมในการให้บริการจะขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ ตราสาร เขตอำนาจศาล และการจัดประเภทลูกค้า AxiTrader LLC ซึ่งเป็นนิติบุคคลในเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ (SVG) ไม่ให้การคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ

คำสั่ง Market Order และ Limit Order แตกต่างกันอย่างไร?

คำสั่ง Market Order คือคำสั่งให้โบรกเกอร์ดำเนินการซื้อขายทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาด โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินการซื้อขายมากกว่าความแน่นอนของราคา ส่วนคำสั่ง Limit Order เป็นการกำหนดราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายอย่างชัดเจน หรือราคาที่ดีกว่า โดยคำสั่ง Limit Order อาจไม่ได้รับการจับคู่

ต้องใช้เงินเท่าไรในการเริ่มต้นซื้อขาย?

จำนวนเงินที่ต้องใช้จะขึ้นอยู่กับตราสาร ข้อกำหนดเงินฝากขั้นต่ำของโบรกเกอร์ ขนาดของสถานะการซื้อขาย และเลเวอเรจ เทรดเดอร์ควรพิจารณาระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเงินทุนส่วนตัว โดยใช้เฉพาะเงินทุนที่สามารถยอมรับการสูญเสียได้เท่านั้น

การซื้อขายสามารถเป็นแหล่งรายได้ได้หรือไม่?

การซื้อขายสามารถสร้างรายได้ได้ แต่ผลกำไรนั้นไม่มีการรับประกันและไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอน ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด กลยุทธ์การซื้อขาย และการบริหารความเสี่ยง ผู้ที่กำลังพิจารณาใช้การซื้อขายเป็นแหล่งรายได้ควรแยกเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันออกจากเงินทุนสำหรับการซื้อขาย และเตรียมพร้อมรับมือกับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น

คุณสามารถขาดทุนมากกว่าเงินที่ฝากไว้ได้หรือไม่?

ได้ ลูกค้าของ AxiTrader LLC (SVG) ไม่ได้รับการคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบและอาจขาดทุนเกินกว่าจำนวนเงินที่ฝากไว้ ในกรณีที่มีการคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ (Negative Balance Protection) ลูกค้ารายย่อยที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์จะได้รับการคุ้มครองไม่ให้สูญเสียเงินเกินกว่ายอดเงินที่ได้รับการคุ้มครองในบัญชี แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนอย่างรุนแรงก็ตาม

การซื้อขายทั่วไปกับการซื้อขายฟอเร็กซ์แตกต่างกันอย่างไร?

การซื้อขายทั่วไปครอบคลุมตลาดการเงินหลากหลายประเภท รวมถึงฟอเร็กซ์ หุ้น ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัล ขณะที่การซื้อขายฟอเร็กซ์จะมุ่งเน้นไปที่การซื้อและขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งมักจะจับคู่กันเป็นคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD หรือ GBP/USD

ค่าสเปรดในการซื้อขายคืออะไร?

ค่าสเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ของตราสารทางการเงิน ซึ่งถือเป็นต้นทุนในการซื้อขายและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาด สภาพคล่อง และประเภทของตราสารที่ทำการซื้อขาย

เลเวอเรจในการซื้อขายคืออะไร?

เลเวอเรจช่วยให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมขนาดสถานะการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงขึ้นโดยใช้มาร์จิ้นที่น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น ที่ระดับเลเวอเรจ 30:1 การเปิดสถานะมูลค่า $10,000 จะใช้เงินมาร์จิ้นประมาณ $333.33 เนื่องจากผลกำไรและผลขาดทุนจะคำนวณจากมูลค่าเต็มของสถานะ เลเวอเรจจึงขยายทั้งผลกำไรและผลขาดทุนให้สูงขึ้นตามไปด้วย

Pip คืออะไร?

Pip คือหน่วยมาตรฐานที่ใช้วัดการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดฟอเร็กซ์ สำหรับคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ 1 pip จะเท่ากับ 0.0001 ส่วนคู่สกุลเงินที่จับคู่กับเงินเยนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ 1 pip จะเท่ากับ 0.01 สำหรับสถานะ 1 Standard Lot ของคู่ EUR/USD (100,000 หน่วย) 1 pip จะมีมูลค่าเท่ากับ $10

CFD และ Perpetual Futures ของ Axi นำมาปรับใช้ในกลยุทธ์การซื้อขายได้อย่างไร?

CFD และ Perpetual Futures ของ Axi ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะได้ทั้งฝั่ง Long และ Short ในตลาดระดับโลกโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิงจริง ตราสารเหล่านี้สามารถใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตที่มีอยู่ หรือใช้เก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น โดยทั่วไป CFD มักจะมีเวลาซื้อขายตามตลาดของสินทรัพย์อ้างอิง ขณะที่ Perpetual Futures ที่เข้าเกณฑ์สามารถซื้อขายได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีกำหนดวันหมดอายุของสัญญา

ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำ หรือการเสนอซื้อหรือขาย หรือการชักชวนให้เสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเครื่องมือทางการเงินใด ๆ หรือเพื่อเข้าร่วมในกลยุทธ์การซื้อขายใด ๆ ข้อมูลนี้ถูกจัดทำขึ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ สถานการณ์ทางการเงิน และความต้องการของคุณ การอ้างถึงผลการดำเนินงานในอดีตและการคาดการณ์ใด ๆ ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่เชื่อถือได้สำหรับผลลัพธ์ในอนาคต Axi ไม่รับรองและไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้องและความสมบูรณ์ของเนื้อหาในสิ่งพิมพ์นี้ ผู้อ่านควรขอคำปรึกษาด้วยตนเอง

Axi Team

Axi Team

นักวิเคราะห์ตลาดและผู้เชี่ยวชาญของอุตสาหกรรม

ทีม Axi รวบรวมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์หลายทศวรรษในทุกภาคส่วนการเงินที่สำคัญ ในฐานะผู้เขียนบทความผู้เชี่ยวชาญและคู่มือการเทรดของเรา เราแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการศึกษาด้านฟอเร็กซ์ ตลาดหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ เราใช้องค์ความรู้ร่วมนี้เพื่อให้มุมมองเชิงปฏิบัติที่จำเป็นในการนำทางตลาดอย่างมีประสิทธิภาพกับตลาด