คู่มือแนะนำเกี่ยวกับการเทรดฟอเร็กซ์

ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือเรียกสั้นๆ ว่าฟอเร็กซ์ (หรือ FX) พูดง่ายๆ คือเป็นตลาดโลกที่คุณสามารถซื้อและขายสกุลเงินได้

การซื้อขายแลกเปลี่ยน

ต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดซื้อขายฟอเร็กซ์มีความโดดเด่น:

ขนาดของตลาด

ตลาดฟอเร็กซ์มีมูลค่าถึง 5 ล้านล้าน USD ในด้านปริมาณการเทรดรายวัน

เวลาสำหรับการเทรด FX

โบรกเกอร์ FX ให้การเข้าถึงตลาด FX หลักทั้งสาม (นิวยอร์ก ลอนดอน และโตเกียว) ที่มีการเทรดคู่เงินเกือบทั้งหมด ดังนั้นสกุลเงินจึงสามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวันธรรมดา

ความเสถียร

หากไม่มีเหตุการณ์สำคัญ เช่น Brexit เกิดขึ้น ราคาของสกุลเงินจะเคลื่อนไหวช้ามาก ด้วยเหตุผลดังกล่าว สกุลเงินต่างๆ จึงถูกยกมาเป็นทศนิยม 4 ตำแหน่ง (ยกเว้นเงินเยนญี่ปุ่น) สกุลเงินอาจเคลื่อนไหวในมูลค่าประมาณ 0.0010 - 0.0030 ในวันปกติ

นอกจากนั้น ขนาดของตลาดเทรดฟอเร็กซ์ หมายความว่าแม้มีการทำธุรกรรมที่มีขนาดใหญ่มากก็มีผลกระทบต่อราคาน้อยมาก ทำให้ตลาดฟอเร็กซ์ไม่ค่อยอ่อนไหวต่อการปั่นราคาในตลาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เลเวอเรจ

เนื่องจากความเสถียรของสกุลเงิน การเทรดฟอเร็กซ์จึงมักใช้พลังของเลเวอเรจ เลเวอเรจหมายถึงเงินจำนวนเล็กน้อยถูกใช้เพื่อเทรดในฐานะเงินก้อนใหญ่ ตัวอย่างเช่นการใช้เลเวอเรจ 1:100 หมายความว่าผู้เทรดฟอเร็กซ์สามารถใช้ 100 USD ในบัญชีเทรดของพวกเขาซื้อเงินยูโรมูลค่า 10,000 USD ได้ เมื่อหนึ่งยูโรมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าไป 0.0001 USD สถานะการเทรดจะเปลี่ยนแปลงไป 1 USD จากตัวอย่างนี้ คุณจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในความผันผวนของมูลค่าสกุลเงินสามารถส่งผลให้เกิดกำไร/ขาดทุนเป็นอย่างมากต่อเทรดเดอร์ นอกจากนี้ยังหมายความว่าเทรดเดอร์รายย่อยสามารถเริ่มต้นเทรด FX ได้ด้วยจำนวนเงินที่ค่อนข้างน้อย

คอมมิชชั่นและค่าธรรมเนียม

ค่าคอมมิชชั่นของ FX มาจากสเปรดของราคาเสนอซื้อและเสนอขาย (โดยจะกล่าวถึงในภายหลัง) ซึ่งส่งผลให้มีค่าคอมมิชชั่นที่แตกต่างกันไปมากกว่าค่าคอมมิชชั่นที่เป็นแบบคงที่

คู่เงิน

ในทุกการทำธุรกรรม ผู้ซื้อมอบบางสิ่งให้แก่ผู้ขายและเช่นเดียวกันในทางกลับกัน สำหรับใน FX ผู้ซื้อให้เงินแก่ผู้ขายและผู้ขายให้เงินในสกุลเงินที่ต่างออกไปแก่ผู้ซื้อ ดังนั้นทุกธุรกรรม FX ทั้งหมดจึงเกิดขึ้นในฐานะคู่เงิน

สกุลเงินนั้นจะถูกตั้งชื่อโดยใช้รหัสสกุลเงินตาม ISO 4217 ซึ่งจะมีสามตัวอักษรเสมอ ตารางต่อไปนี้แสดงสกุลเงินที่มีการเทรดกันในตลาด FX ในปี 2016 โดยเทียบกับส่วนแบ่งตลาดที่เกี่ยวข้อง

  • USD 88%
  • EUR 31%
  • JPY 22%
  • GBP 13%
  • AUD 7%
  • CAD 5%
  • CHF 5%
  • CNY 4%
  • อื่นๆ 35%

เนื่องจากสกุลเงินจะมีการเทรดกันเป็นคู่ ส่วนแบ่งตลาดรวมจะเท่ากับ 200% เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐมีขนาดใหญ่และสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ (เช่นน้ำมัน) มีการเทรดกันในสกุลเงิน USD ทำให้ตลาด FX สำหรับ USD มีขนาดใหญ่กว่าสกุลเงินอื่นเช่นกัน

สัญลักษณ์สำหรับเทรดและการนำเสนอมาตรฐาน

คู่เงิน FX จะมีการโควตราคาในลักษณะต่อไปนี้เสมอ

  • USD/CAD 1.30425

สกุลเงินด้านซ้ายซึ่งเป็น USD ในตัวอย่างนี้เรียกว่าสกุลเงินหลัก สกุลเงินทางด้านขวาเรียกว่าสกุลเงินอ้างอิง สกุลเงินหลักจะถูกใช้เพื่อซื้อสกุลเงินอ้างอิง ตัวเลขแสดงถึงจำนวนของสกุลเงินอ้างอิงที่จะได้รับโดยใช้หน่วยของสกุลเงินหลัก ในตัวอย่างนี้ ด้วยการจ่ายหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ คุณสามารถซื้อได้ 1.3042 ดอลลาร์แคนาดา ทศนิยมตำแหน่ง 0.0001 ที่ถูกอ้างถึงคือ pip ซึ่งเป็นหน่วยซื้อขายที่เล็กที่สุดในตลาด FX ดังนั้นจุดทศนิยมตำแหน่งที่ห้านั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้นและเรียกว่า pipette โบรกเกอร์บางรายจะไม่แสดง pipette

ข้อยกเว้นข้างต้นคือเมื่อคู่เงินเกี่ยวข้องกับเยน เช่นนั้น pip จะกลายเป็นจุดทศนิยมตำแหน่งที่สองเนื่องจากหนึ่งเยนมีมูลค่าน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ดังนั้นคู่ USD JPY จึงมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • USD/JPY 111.604

เนื่องจากคู่เงินมีลักษณะเป็นคู่ หากผู้เทรด FX ต้องการซื้อสกุลเงินหลักโดยใช้สกุลเงินอ้างอิง พวกเขาสามารถทำได้โดยการขายคู่เงินแทนการซื้อ ตัวอย่างเช่นคุณสามารถซื้อ 1 ดอลลาร์สหรัฐได้โดยใช้ 111.60 เยนโดยอิงจากตัวอย่างด้านบน

ราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการเห็นเพียงราคาเดียวสำหรับคู่เงิน แต่ก็อาจมีความคลาดเคลื่อนระหว่างราคาที่ผู้ขายต้องการจะขายและราคาที่ผู้ซื้อยินดีที่จะจ่าย

ลองมาดูตัวอย่างกัน

  • GBP/USD 1.3074 ราคาเสนอขาย
  • GBP/USD 1.3070 ราคาเสนอซื้อ

จากตรงนี้ ราคาเสนอขายระบุว่าผู้ซื้อยินดีจ่าย 1 GBP เพื่อซื้อ 1.3074 USD ผู้ขายยินดีที่จะให้ 1.3070 USD เพื่อแลกกับ 1 GBP ราคาเสนอซื้อโดยทั่วไปจะต่ำกว่าราคาเสนอขาย ความแตกต่างระหว่างสองราคานี้เรียกว่าสเปรด สเปรดนี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละโบรกเกอร์ที่ผู้เทรด FX ใช้บริการ ซึ่งโดยปกติแล้วโบรกเกอร์จะเพิ่มสเปรดลงไปเพื่อทำกำไร

เทรดที่ไหน?

สถานที่ที่มีการเทรด

ตลาดฟอเร็กซ์ประกอบด้วยเทรดเดอร์รายย่อยและแบบสถาบันที่ไม่มีหน่วยงานกลางอย่างตลาดหุ้น เทรดเดอร์มีหลากลายขนาดตั้งแต่เทรดเดอร์รายบุคคลที่เป็นหน่วยเล็กที่สุดไปจนถึงบริษัทจัดการการลงทุน กองทุนป้องกันความเสี่ยง และธนาคารกลาง ปกติแล้วเทรดเดอร์รายย่อยจะใช้บริการโบรกเกอร์ที่มีสิทธิ์เข้าถึงผู้ให้บริการสภาพคล่อง (สถาบันขนาดใหญ่ที่จะซื้อขายกับโบรกเกอร์) โดยทั่วไปโบรกเกอร์จะให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เทรดเดอร์รายย่อยสามารถทำการเทรดได้ โบรกเกอร์สามารถแบ่งประเภทได้ดังต่อไปนี้โดยขึ้นอยู่กับโครงสร้างของวิธีการดำเนินการเทรด

ผู้ดูแลสภาพคล่องเป็นคู่สัญญาในการเทรดที่ส่งโดยเทรดเดอร์รายย่อย ดังนั้น ด้วยผู้ดูแลสภาพคล่อง การเทรดจึงสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีการรีโควต แต่ถึงกระนั้น การขาดทุนของเทรดเดอร์จะกลายเป็นกำไรของโบรกเกอร์และเช่นเดียวกันในทางกลับกัน สิ่งนี้อาจทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการปั่นราคาได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้ดูแลสภาพคล่องจำนวนมากแข่งขันกันทำธุรกิจ ราคาและสเปรดระหว่างโบรกเกอร์ต่างๆ จึงค่อนข้างคล้ายคลึงกัน

โบรกเกอร์ ECN

Electronic Communications Network (ECN) ถูกใช้โดยธนาคารรายใหญ่และสถาบันอื่นๆ ที่ให้บริการฟีดราคาแก่กลุ่ม ECN โบรกเกอร์มีสิทธิ์เข้าถึงกลุ่ม ECN นี้จึงสามารถเสนอราคาเสนอซื้อและเสนอขายที่ดีที่สุดให้แก่เทรดเดอร์ได้ ซึ่งสามารถส่งผลให้สเปรดราคาเสนอซื้อเสนอขายต่ำมากจนบางครั้งอาจถึงศูนย์ (เช่น ราคาเสนอซื้อและเสนอขายเท่ากัน) โบรกเกอร์มักจะหักค่าคอมมิชชั่นแบบคงที่จากการเทรดแต่ละครั้ง ดังนั้นเทรดเดอร์ที่มีมูลค่าการเทรดสูงจึงสามารถประหยัดเงินได้โดยใช้บริการโบรกเกอร์ ECN และเนื่องจากโบรกเกอร์ ECN เป็นเพียงคนกลางระหว่างผู้ให้บริการสภาพคล่องกับเทรดเดอร์ โบรกเกอร์ ECN จึงไม่ได้กำไรจากการขาดทุนของเทรดเดอร์ ดังนั้นแรงจูงใจในการปั่นราคาจึงมีน้อยกว่ามาก ถึงกระนั้นการเทรดผ่านโบรกเกอร์ ECN อาจได้รับราคาแบบรีโควต (ราคาเดิม ณ เวลาที่ป้อนการซื้อขายโดยเทรดเดอร์อาจเปลี่ยนแปลงได้) เนื่องจากปริมาณที่เสนอโดยคู่สัญญาตามราคาที่ระบุอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้การเทรดสมบูรณ์

In addition, as ECN brokers are only the middle men between the liquidity providers and the traders, ECN brokers don’t profit from a trader’s loss. Thus, incentive to manipulate prices are far less. Still, trades through ECN brokers may get the price requoted (original price at the time the trade was input by the trader can change) as the volume provided by the counter party at a specific price may not be enough to fill the trade.

โบรกเกอร์ STP

โบรกเกอร์ STP คล้ายกับโบรกเกอร์ ECN ในแง่ที่ว่าพวกเขาเชื่อมเทรดเดอร์กับผู้ให้บริการสภาพคล่องเช่นกัน ข้อแตกต่างที่สำคัญคือโบรกเกอร์ STP มีการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการสภาพคล่องเป็นรายบุคคล โดยพวกเขามักจะทำกำไรผ่านสเปรดที่เพิ่มเข้าไปในราคาเสนอซื้อเสนอขายมากกว่าเก็บค่าคอมมิชชั่น

ถึงแม้ว่าหมวดหมู่ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นโดยทั่วไปจะมีความถูกต้อง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจมีคุณสมบัติ โครงสร้างค่าธรรมเนียม และปัจจัยความน่าเชื่อถือที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่เกี่ยวข้องกับแต่ละโบรกเกอร์ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังและทำการศึกษาโบรกเกอร์แต่ละรายก่อนที่จะเลือกใช้บริการ

แพลตฟอร์มเทรด

แพลตฟอร์มเทรดคือประเภทของซอฟต์แวร์ที่เทรดเดอร์ใช้ในการป้อนข้อมูลการเทรด โบรกเกอร์ต่างๆ อาจเสนอบริการผ่านแพลตฟอร์มที่ต่างกันไป
MT4
โบรกเกอร์ FX ส่วนใหญ่ใช้ MT4 เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มเทรด FX ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ดังนั้นจะมีข้อมูลการศึกษาจำนวนมากที่สุดรวมถึงสคริปต์อัตโนมัติ (เรียกว่า Expert Advisor)

กราฟ

หลังจากเลือกแพลตฟอร์มเทรดและโบรกเกอร์ ขั้นตอนต่อไปคือเรียนรู้วิธีการเทรด เครื่องมือพื้นฐานที่สุดสำหรับวัตถุประสงค์นี้คือกราฟเส้น โดยเป็นเพียงราคาของคู่เงินที่เป็นกราฟเทียบกับเวลา แม้ว่าจะอ่านง่าย แต่กราฟเส้นก็ขาดข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของตลาดซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเทรดเดอร์ระยะสั้น

สาเหตุหลักคือกราฟเส้นเชื่อมราคาปิดของทุกช่วงเวลา ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาภายในช่วงเวลานั้นหายไป แต่สำหรับกราฟแท่งเทียนจะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดในลักษณะที่สวยงาม

 

การอ่านกราฟแท่งเทียน

แม้ว่าจะดูซับซ้อนในตอนแรก แต่กราฟแท่งเทียนนั้นอ่านง่ายมาก

แท่งเทียนแสดงถึงจุดของราคาหลักๆ สี่จุดภายในช่วงเวลาเฉพาะ ช่วงเวลานี้สามารถตั้งค่าเป็น 1 นาที, 5 นาที, 30 นาที, 1 ชั่วโมง, รายวัน, รายสัปดาห์, รายเดือน เป็นต้น จุดของราคาหลักๆ สี่จุดเป็นไปตามที่ระบุในแผนภาพ ตัวแท่งเทียนจะเป็นสีเขียว (หรือว่างเปล่า) หากราคาปิดสูงกว่าราคาเปิดของช่วงเวลานั้น (เช่น ราคาปรับเพิ่มขึ้น) หากตัวแท่งเป็นสีแดง (หรือสีดำ) คือราคาปรับลงภายในช่วงเวลานั้น

ความสามารถในการอ่านกราฟแท่งเทียนเป็นก้าวแรกก่อนที่จะใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ต่างๆ เพื่อเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ


ประเภทของคำสั่ง

โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์โดยทั่วไปจะมีคำสั่งประเภทต่อไปนี้เพื่อให้แน่ใจว่าเทรดเดอร์สามารถดำเนินการตามกลยุทธ์ได้โดยไม่ต้องคอยจับตามองตลาดฟอเร็กซ์ตลอดเวลา

คำสั่งเข้าตลาด

นี่คือคำสั่งแบบดำเนินการด้วยตนเองที่เทรดเดอร์ขอให้โบรกเกอร์ใส่สถานะซื้อหรือขายในราคาปัจจุบันที่มีอยู่ในตลาด คำสั่งนี้จะถูกใช้หากเทรดเดอร์ต้องการที่จะเข้าสถานะซื้อขายโดยเร็วที่สุด

คำสั่ง Limit

คำสั่ง Limit คือเมื่อเทรดเดอร์ขอให้โบรกเกอร์ซื้อต่ำกว่าราคาตลาดหรือขายสูงกว่าราคาตลาด ยกตัวอย่างเช่น หาก USD/CAD อยู่ที่ 1.3012 ในขณะนี้และเทรดเดอร์เชื่อว่าราคาจะขยับไปที่ 1.3030 ก่อนที่จะลงมา เทรดเดอร์สามารถกำหนด Sell Limit ไว้ที่ 1.3030 ได้ เมื่อราคาไปถึงหรือสูงกว่า 1.3030 โบรกเกอร์จะขายสถานะดังกล่าวโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด

คำสั่ง Stop Loss

คำสั่ง Sell Stop สามารถตั้งค่าเพื่อให้การขายดำเนินการก็ต่อเมื่อราคาสูงกว่าหรือเท่ากับราคาที่กำหนดเท่านั้น คำสั่งนี้สามารถใช้ร่วมกับคำสั่ง Limit ได้เพื่อให้การขายดำเนินการโดยอัตโนมัติแต่ไม่ต่ำกว่าราคาที่กำหนด จากในตัวอย่างก่อนหน้านี้ หากเทรดเดอร์ตั้ง Stop Loss ที่ 1.3028 ด้วย เช่นนี้โบรกเกอร์จะเปิดการขายที่ 1.3030 แต่จะไม่ขายหากราคาร่วงไปต่ำกว่า 1.3028 คำสั่งประเภทเดียวกันสามารถใช้ในการซื้อได้เช่นกันซึ่งมีชื่อเรียกว่า Buy Stop

ประเภทอื่นๆ

ยังมีคำสั่งประเภทอื่นๆ อีกมากมายในคลังแสงของผู้เทรด FX เช่น Stop Entry, Trailing Stop, Good till cancelled, Good for the day เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่ทำให้แน่ใจว่าเทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบราคาตลาดอยู่ตลอดเวลาและสามารถตั้งคำสั่งอัตโนมัติเหล่านี้เพื่อดำเนินกลยุทธ์การเทรดและจำกัดการขาดทุนได้

การวิเคราะห์

การวิเคราะห์ FX มีสามประเภทหลักๆ ที่ผู้เทรด FX สามารถใช้เพื่อคาดเดาพฤติกรรมของตลาดได้

การวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือการใช้ชุดวิธีการที่มองหารูปแบบในกราฟที่อาจคาดเดาพฤติกรรมในอนาคตได้ การวิเคราะห์ทางเทคนิคสันนิษฐานว่าข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคู่เงินที่มีอยู่มีการกำหนดราคาไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นทฤษฎีก็คือถ้าหากรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงเคยเกิดซ้ำแล้วในอดีต การจดจำรูปแบบนั้นสามารถช่วยให้เทรดเดอร์คาดเดาอนาคตอันใกล้ได้

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อได้เปรียบใหญ่ที่สุดของการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับเทรดฟอเร็กซ์คือเทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องทำการวิจัยสภาวะเศรษฐกิจและคาดเดาการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคต เนื่องจากตลาด FX มีความผันผวนตามรูปแบบ จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะใช้กลยุทธ์การเทรดแบบอัตโนมัติ ในที่สุด เมื่อผู้เทรด FX เริ่มเทรดตามทฤษฎีการวิเคราะห์ทางเทคนิค ความน่าจะเป็นที่สูงขึ้นที่มีอยู่จึงกลายเป็นเครื่องยืนยันที่ตอบโจทย์ด้วยตนเอง

ในอีกแง่หนึ่ง หากเทรดเดอร์ไม่สนใจสภาวะเศรษฐกิจและนโยบายที่มีผลกระทบต่อตลาด FX ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเข้าสถานะที่ขาดทุน (โดยเฉพาะในระยะยาว) แม้ว่าสัญญาณของปัญหาจะชัดเจน

เครื่องมือและเทคนิค

แม้แต่นักเทรดมือใหม่ก็สามารถเริ่มใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องเข้าใจถึงการคำนวณทางเทคนิคเนื่องจากแพลตฟอร์มยอดนิยมมีเครื่องมือสำเร็จรูปที่สามารถแทรกลงในกราฟไว้ให้แล้ว ต่อไปนี้จะพูดถึงเครื่องมือพื้นฐานบางส่วนสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

แนวรับและแนวต้าน

หนึ่งในรูปแบบพื้นฐานที่สุดที่พบได้ในการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดฟอเร็กซ์คือกราฟที่เคลื่อนไหวขึ้นและลงเป็นรอบ จุดเปลี่ยนของรูปแบบวงจรเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นระดับแนวรับและแนวต้านของกราฟ

สำหรับคำอธิบายง่ายๆ เส้นแนวรับคือขีดจำกัดชั่วคราวที่ราคาจะไม่ทะลุผ่านเพื่อสวนเทรนด์โดยรวม จากในตัวอย่างด้านบน กล่องสีน้ำเงินสนับสนุนเทรนด์ขาลงโดยรวมและไม่ปล่อยให้ราคาย้อนกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้น
แนวต้านเป็นด้านตรงกันข้ามของแนวรับ โดยแสดงเป็นสีส้มในตัวอย่าง หากเทรนด์โดยรวมกำลังปรับขึ้น แนวรับสำหรับเทรนด์ขาขึ้นจะเป็นร่องด้านล่างและแนวต้านจะเป็นเพดาน
กลยุทธ์การเทรดขั้นพื้นฐานเมื่อราคามีเทรนด์ขาลงคือซื้อสกุลเงินที่แนวต้านและขายที่แนวรับ (หากราคาอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น ให้ซื้อที่แนวรับและขายที่แนวต้าน) แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดเดาเทรนด์ของราคาและระดับแนวรับ/แนวต้านอย่างแม่นยำโดยไม่ใช้เครื่องมืออื่น
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)
หนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานเพื่อระบุว่าราคาโดยรวมเป็นเทรนด์ขาขึ้นหรือขาลงคือการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MA) เครื่องมือวิเคราะห์นี้ใช้ราคาปิดล่าสุด X จำนวนและเฉลี่ยราคาสำหรับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในช่วงเวลาปัจจุบัน ยิ่ง X มากเท่าไหร่ เทรนด์ MA ก็จะยิ่งเข้มแข็งมากเท่านั้น

 

ไดอะแกรมแสดง MA 30 จุดในสีส้ม, MA 10 จุดในสีดำ และ MA 5 จุดในสีน้ำเงิน เห็นได้ชัดว่าเส้นสีฟ้าเป็นไปตามความผันผวนของตลาดใกล้กว่าเส้นสีส้มมาก ดังนั้นเส้นสีส้มจึงแสดงเส้นเทรนด์ที่เข้มแข็งกว่ามาก อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นจำนวนมากในอดีตอาจส่งผลกระทบต่อเส้น MA จนเกินความจำเป็น เทรดเดอร์จึงมีแนวโน้มที่จะใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Exponential (Exponential Moving Average - EMA) ที่ให้น้ำหนักกับจุดของราคาจุดล่าสุดมากกว่า

 

 

ในตัวอย่างข้างต้น เส้นสีน้ำเงินแทน 30 EMA เทียบกับเส้นสีส้มแทน 30 MA 30 EMA มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาเมื่อเร็วๆ นี้มากกว่า ขณะเดียวกันก็ยังคงพิจารณาราคาปิด 30 รายการที่ผ่านมา ดังนั้นจึงแม่นยำกว่าในการใช้เส้นเทรนด์ EMA เพื่อแยกแยะการเคลื่อนไหวของราคาโดยรวม

ออสซิลเลเตอร์

สมมติว่าเทรดเดอร์ระบุเทรนด์โดยรวมได้แล้ว เขาจะยังมั่นใจได้อย่างไรว่าเทรนด์จะสวนกลับทันทีที่เขาตกลงเทรด? นี่คือจุดที่ออสซิลเลเตอร์เข้ามา

ออสซิลเลเตอร์ตัวที่พบได้มากที่สุดคือ Stochastic Oscillator และ Relative Strength Index (RSI) เราจะมาดูที่การตีความสัญญาณโดยไม่ลงลึกในรายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับวิธีการทำงาน

Stochastic Oscillator และ RSI ดูคล้ายกันเมื่อลงจุดในซอฟต์แวร์สร้างกราฟ

 

 

ในจุดนี้ กราฟด้านล่างคือ RSI และอีกอันหนึ่งคือ Stochastic Oscillator เส้นสีน้ำเงินบนกราฟแท่งเทียนคือ 30 EMA ปัจจัยที่สำคัญที่สุดตรงนี้ที่ต้องพิจารณาคือออสซิลเลเตอร์ทั้งสองทะลุออกจากโซนมืดก่อนที่จะมีการกลับตัวของเทรนด์ ดังนั้นจากการศึกษาการทะลุออกของออสซิลเลเตอร์ เทรดเดอร์จึงมั่นใจได้ว่ากำลังจะเกิดการกลับตัวของเทรนด์

เครื่องมืออื่นๆ และหมายเหตุ

ยังมีเครื่องมืออีกมากมาย เช่น Fibonacci Retracement, Bollinger Band และ MACD ซึ่งสามารถระบุได้ถึงเทรนด์ ระดับแนวรับและแนวต้านที่เป็นไปได้ในอนาคต สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องตระหนักคือไม่มีเครื่องมือใดที่สามารถคาดเดาตลาด FX ได้อย่างแม่นยำ 100% แต่เทรดเดอร์ก็สามารถเพิ่มโอกาสนั้นได้โดยเพิ่มการใช้เครื่องมือเหล่านี้ในคลังแสงของพวกเขา ในฐานะมือใหม่ หากมีตัวเลือกเยอะมากจนล้น ให้เริ่มที่พื้นฐาน นี่รวมถึงการปรับแต่งพารามิเตอร์ของเครื่องมือที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ด้วย การใช้เครื่องมือข้างต้นด้วยการตั้งค่าเริ่มต้น ตลาดจะสามารถทำงานในลักษณะที่ตอบสนองได้ด้วยตนเอง (เนื่องจากเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ก็จะใช้พารามิเตอร์เดียวกันนี้ด้วย) 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือเมื่อผู้เทรด FX พิจารณาเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือนโยบายที่ใช้อ้างอิงสำหรับความผันผวนของราคาของสกุลเงิน แนวคิดหลักเบื้องหลังการวิเคราะห์นี้คือถ้าหากเศรษฐกิจที่สกุลเงินใช้อ้างอิงมีการคาดการณ์ว่าจะทำได้ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ราคาของสกุลเงินนั้นจะปรับขึ้นและเช่นเดียวกันในทางกลับกัน

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อได้เปรียบหลักของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือความผันผวนของราคาที่คาดการณ์จะขึ้นอยู่กับมูลค่าในโลกความเป็นจริง ดังนั้นการระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลมากพอจะสามารถคาดเดาเทรนด์ราคาในอนาคตได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสั้น ราคาสามารถถูกผลักดันได้เป็นอย่างมากจากพฤติกรรมการเทรดแบบสุ่มของเทรดเดอร์

เครื่องมือและเทคนิค

โดยผิดกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับกราฟแต่ไปเกี่ยวข้องกับการวิจัยและข้อมูลชี้วัดทางเศรษฐกิจเยอะกว่ามาก ต่อไปนี้เป็นข้อมูลชี้วัดทางเศรษฐกิจและวิธีการที่ข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อสกุลเงินที่เกี่ยวข้อง

จีดีพีและดัชนียอดขายปลีก

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สามารถจำแนกได้ว่าเป็นผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เทรดเดอร์ดูคืออัตราการเติบโตของจีดีพีประจำปี เมื่อวันรายงานจีดีพีของประเทศใกล้เข้ามา เทรดเดอร์จะมีแนวคิดต่างๆ นานาเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้และจะมีการกำหนดราคาไว้ล่วงหน้าตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ ทันทีที่รายงานเผยแพร่ออกมา หากรายงานระบุว่าอัตราการเติบโตนั้นดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ สกุลเงินนั้นก็จะแข็งค่าขึ้นและเช่นเดียวกันในทางกลับกัน

ตัวเลขดัชนียอดขายปลีกระบุถึงความอยากจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค หากการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ในช่วงขาลง นั่นอาจหมายถึงรอบภาวะถดถอยกำลังจะมาถึง (เนื่องจากจีดีพีได้รับผลกระทบจากดัชนียอดขายปลีกเป็นส่วนใหญ่) เมื่อเทรดคู่กับสกุลเงิน USD รายงานตัวเลขดัชนียอดขายปลีกของสหรัฐอเมริกา (เผยแพร่ทุกเดือน) สามารถใช้เป็นข้อมูลชี้วัดระยะสั้นได้โดยเทียบกับรายงานจีดีพี (เผยแพร่รายไตรมาส)

CPI และอัตราดอกเบี้ย

ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index - CPI) วัดค่าเงินเฟ้อของเศรษฐกิจ (เช่น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นรวดเร็วเพียงใด) หากอัตราดังกล่าวสูงกว่า เจ้าหน้าที่การเงินจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง นั่นหมายความว่านักลงทุนจำนวนมากยินดีที่จะซื้อพันธบัตรของสกุลเงินนั้นซึ่งจะเป็นการเพิ่มความต้องการ ดังนั้นราคาของสกุลเงินจึงเพิ่มขึ้น ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ นี่จะทำให้ราคาของสกุลเงินลดลง ในทางกลับกัน หากเทรดเดอร์สัมผัสได้ถึงเงินเฟ้อที่รุนแรง (เช่นกรณีของเวเนซุเอลา) ความต้องการในสกุลเงินสามารถลดลงได้อย่างรวดเร็ว

รายงานการจ้างงาน

รายงานการจ้างงานจะรวมถึงการวัดอัตราการว่างงานและค่าแรง หากอัตราการว่างงานต่ำและค่าแรงเพิ่มขึ้น ประชาชนจะใช้จ่ายมากขึ้นในอนาคตซึ่งเป็นการเพิ่มจีดีพีและเช่นเดียวกันในทางกลับกัน ดังนั้นรายงานการจ้างงานเชิงบวกจะทำให้สกุลเงินของเศรษฐกิจที่อ้างอิงแข็งค่าขึ้น

เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

ข้อมูลชี้วัดข้างต้นเกี่ยวข้องกับมาตรการตามระยะเวลาที่ออกโดยหน่วยงานที่กำกับดูแล ยังคงมีเหตุการณ์สำคัญที่มีอิทธิพลต่อตลาด FX ในรูปแบบของผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น Brexit, การเลือกตั้งของสหรัฐ, ข้อตกลง NAFTA,สงครามการค้า เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้มีอิทธิพลต่อตลาดฟอเร็กซ์ ประเด็นหลักที่ต้องระวังในจุดนี้คือการเข้าใจว่าเหตุการณ์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเทรดอย่างไร แม้ว่าเทรดเดอร์รายอื่นจะไม่ได้รู้สึกเหมือนคุณ ถ้าหากการคาดการณ์ของคุณถูกต้อง ตลาดจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่สนับสนุนคุณในระยะยาว

ประเภทของเทรดเดอร์

ในฐานะผู้เทรด FX มีสไตล์การเทรดฟอเร็กซ์หลายรูปแบบที่สามารถทำตามได้ โดยสามารถแบ่งประเภทได้อย่างกว้างๆ ตามกรอบเวลาที่ถือสถานะ

การเทรดแบบ Scalp

การเทรดแบบ Scalp เป็นรูปแบบการเทรดที่มีความว่องไวมากที่สุดเนื่องจากมีการถือสถานะเพียงไม่กี่วินาทีหรือนาที กลยุทธ์นี้สร้างขึ้นจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานไม่สามารถส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาที่สั้นขนาดนี้ได้ สิ่งสำคัญคือต้องเลือกโบรกเกอร์ FX ที่มีค่าคอมมิชชั่นต่ำและเวลาดำเนินการที่รวดเร็วเนื่องจากต้องมีการเทรดหลายร้อยรายการเพื่อสร้างผลกำไรที่มากพอ

การเทรดรายวัน

เช่นเดียวกับการเทรดแบบ Scalp การเทรดรายวันใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเว้นแต่จะเกิดเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ขึ้นแบบฉับพลัน นักเทรดรายวันจะเทรดสถานะระหว่างวันและโดยปกติจะไม่ถือสถานะข้ามคืน พวกเขายังต้องการการดำเนินการที่รวดเร็วเป็นปกติและค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำเพื่อทำกำไร

การเทรดจากการสวิง

การเทรดจากการสวิงคืออีกขั้นของสไตล์การเทรด โดยสถานะจะถูกถือไว้ตั้งแต่ไม่กี่วันจนถึงเป็นสัปดาห์ การวิเคราะห์อาจเป็นการผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานเนื่องจากทั้งคู่มีผลต่อการกำหนดราคาในกรอบเวลานี้ เนื่องจากนานๆ ครั้งจึงจะมีการเข้าและออกสถานะ นี่อาจเป็นสไตล์การเทรดที่เหมาะสำหรับผู้เทรด FX ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดฟอเร็กซ์ในเวลาว่าง

การเทรดสถานะซื้อขาย

สไตล์การเทรดนี้มีกรอบเวลาที่นานที่สุด โดยทั่วไปสถานะจะถูกถือไว้หลายเดือนหรือเป็นปี การเทรดสถานะซื้อขาย FX ส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการเทรดแบบนี้คือโบรกเกอร์ของคุณจะต้องมีความน่าเชื่อถือและไม่มีท่าทีว่าจะปิดตัวลงในเวลาอันใกล้นี้

ขั้นต่อไป

เมื่อได้เรียนรู้พื้นฐานการเทรด FX โดยการอ่านแล้ว ขั้นต่อไปคือการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ ถึงกระนั้นมือใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงด้วยเงินจริงและสามารถพัฒนากลยุทธ์การเทรดได้โดยใช้บัญชีทดลอง วิธีที่ดีที่สุดในการใช้บัญชีทดลองคือปฏิบัติเหมือนว่ากำลังใช้เงินจริงๆ ของคุณอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้ผู้เทรด FX สามารถประเมินโบรกเกอร์ การบริการลูกค้า แพลตฟอร์ม และเครื่องมือการวิเคราะห์ทั้งหมดได้

ในระหว่างการฝึก รวมไปจนถึงเมื่อทำการเทรดจริง การจดบันทึกการเทรดเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก ซึ่งจะช่วยติดตามกลยุทธ์การเทรดและเครื่องมือที่ใช้ วิธีนี้จะช่วยให้การปรับแต่งกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์เป็นเรื่องง่ายขึ้น

เมื่อการเทรดฟอเร็กซ์ในบัญชีทดลองกลายเป็นประสบการณ์ที่ง่ายๆ สบายๆ แล้ว เทรดเดอร์ก็สามารถเริ่มลองเทรดด้วยเงินจริงได้ แต่ยังคงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือใหม่ๆ และขัดเกลาความรู้ที่มีอยู่เดิมด้วย และเป็นการยากที่จะตัดไม่เอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องในการเทรด FX ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การเข้าและออกอัตโนมัติ เช่น คำสั่ง Stop และ Limit เพื่อให้มั่นใจว่าจะเป็นไปตามกลยุทธ์

เปิดบัญชี เริ่มเทรดได้ในไม่กี่นาที

เริ่มต้นเส้นทางการเทรดของคุณกับโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ มีการกำกับดูแล และคว้ารางวัลมามากมาย 

เปิดบัญชี ทดลอง Demo ฟรี