เข้าสู่ระบบด้วยอีเมล
สัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีกำหนดอายุ (Perpetual Futures) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “Perps” คือหนึ่งในตราสารอนุพันธ์ที่ใช้สำหรับการเก็งกำไรในตลาดอนุพันธ์ สัญญา Perps เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสกุลเงินดิจิทัลได้ โดยไม่จำเป็นต้องถือครองเหรียญหรือโทเค็นนั้นจริง ๆ ตามชื่อของมัน สัญญา Perpetual Futures จะไม่มีวันหมดอายุหรือวันชำระราคาสุดท้าย เทรดเดอร์จึงสามารถเปิดสถานะทิ้งไว้ได้อย่างไม่มีกำหนด ตราบเท่าที่ยังคงมีมาร์จิ้นเพียงพอในระบบ
แตกต่างจากการซื้อขายสินทรัพย์แบบสปอต สัญญา Perps เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะได้ทั้งสองฝั่งของตลาด ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง Long (คาดว่าราคาเพิ่มขึ้น) หรือฝั่ง Short (คาดว่าราคาลดลง) ดังนั้นเทรดเดอร์ Perps จึงสามารถหาจังหวะทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ราคาปรับตัวลงและปรับตัวขึ้นในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง
Perpetual Swaps เป็นอีกชื่อหนึ่งที่นิยมใช้เรียกสัญญา Perpetual Futures คำว่า “Swap” สื่อถึงลักษณะการถือครองต่อเนื่องของตราสารประเภทนี้ ซึ่งเทรดเดอร์สามารถรักษาสถานะของตนไว้ได้อย่างไม่มีกำหนด โดยมีการ “แลกเปลี่ยน (Swap)” การชำระเงินกันเป็นระยะตามอัตราค่าถือครอง (Funding Rate) โดยที่ไม่จำเป็นต้องปิดสถานะหรือทำการต่ออายุสัญญาเนื่องจากไม่มีวันหมดอายุ
สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures), ฟิวเจอร์ส CFD และ Perpetual Swaps ต่างก็เป็นตราสารอนุพันธ์ที่เทรดเดอร์ใช้ในการเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา ทั้งสามประเภทนี้มีความแตกต่างกันในด้านโครงสร้างสัญญา ต้นทุนในการถือสถานะค้างไว้ และกลไกการซื้อขายในทางปฏิบัติ
คุณลักษณะ |
Futures |
Futures CFDs |
Crypto Perp Swaps |
วันหมดอายุ |
มีกำหนดแน่นอน | ไม่มี | ไม่มี |
เลเวอเรจ |
สูงสุด 100:1 | สูงสุด 1000:1 | สูงสุด 125:1 |
การชำระราคา |
ส่งมอบสินทรัพย์จริงหรือชำระเป็นเงินสดเมื่อครบกำหนดสัญญา |
ชำระเป็นเงินสด และมีการต่ออายุสถานะ (Rolling) |
ชำระเป็นเงินสดผ่านค่าถือครอง สามารถถือครองได้ไม่มีกำหนด |
ค่าธรรมเนียม |
ค่าคอมมิชชั่นและค่าธรรมเนียมของตลาดซื้อขาย |
ค่าสเปรดและค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน |
ค่าถือครองและค่าธรรมเนียมการซื้อขาย |
การใช้ค่าถือครอง |
ไม่ใช้ | ไม่ใช้ | มี |
ความเสี่ยง |
การเรียกมาร์จิ้นเพิ่มและความเสี่ยงจากวันหมดอายุ |
ความเสี่ยงจากการโดนปิดสถานะ และสเปรด/การส่งคำสั่งซื้อขาย |
ความเสี่ยงจากการโดนปิดสถานะและความผันผวนที่สูง |
Perpetual Trading คือการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีกำหนดวันหมดอายุในตลาดอนุพันธ์ โดยส่วนใหญ่นิยมใช้ในตลาดสกุลเงินดิจิทัล เพื่อเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการใช้เลเวอเรจในระดับสูง
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดทุนจากเงินลงทุน
* บริษัทในเครือ Axi Group
การซื้อขาย Perpetual Swaps ทำงานบนกลไกสำคัญอย่างมาร์จิ้นและเลเวอเรจ การโดนปิดสถานะ (Liquidation) และค่าถือครอง (Funding Rate)
ค่าถือครอง (Funding Rate) คือกลไกการชำระเงินแบบเป็นระยะที่ใช้ในสัญญา Perpetual Futures ซึ่งออกแบบมาเพื่อรักษาให้ราคาของสัญญาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาตลาดสปอตอยู่เสมอ เนื่องจากสัญญา Perpetual ไม่มีวันหมดอายุ กลไกนี้จึงมีความสำคัญในการป้องกันไม่ให้ราคาสัญญาเบี่ยงเบนออกจากราคาดัชนีของสินทรัพย์อ้างอิงมากจนเกินไป ระบบดังกล่าวเป็นลักษณะ Peer-to-Peer โดยฝั่ง Long หรือ Short จะเป็นผู้จ่ายเงินให้ฝ่ายตรงข้าม ขึ้นอยู่กับสภาวะของตลาดในขณะนั้น
เมื่อค่าถือครองเป็นบวก หมายความว่าเทรดเดอร์ที่ถือสถานะ Long จะต้องจ่ายเงินให้กับฝั่ง Short ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีแรงซื้อหนาแน่นจนผลักดันให้ราคาฟิวเจอร์สสูงกว่าราคาสปอต ในทางกลับกัน เมื่อค่าถือครองเป็นลบ หมายความว่าฝั่ง Short จะต้องจ่ายเงินให้กับฝั่ง Long ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีแรงขายกดดันให้ราคาฟิวเจอร์สต่ำกว่าราคาสปอต
โดยทั่วไป ระบบจะมีการคิดค่าถือครองทุก ๆ 8 ชั่วโมง และการคำนวณจะคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และส่วนต่างของราคาตลาดระหว่างสัญญา Perpetual กับสินทรัพย์อ้างอิง
ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณากรณีที่ ราคาสปอตของ Bitcoin อยู่ที่ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ราคาของ Perpetual Futures เพิ่มขึ้นเป็น 82,000 ดอลลาร์ เนื่องจากมีเทรดเดอร์จำนวนมากเปิดสถานะ Long ในสถานการณ์เช่นนี้ ระบบจะใช้ค่าถือครองที่เป็นบวก ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้ผู้ถือสถานะ Long ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ขณะที่ผู้ถือสถานะ Short จะได้รับค่าธรรมเนียมนั้น การจัดโครงสร้างเช่นนี้ทำให้เทรดเดอร์ฝั่ง Long มีแนวโน้มที่จะปิดสถานะเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนเพิ่มเติม ในขณะที่ฝั่ง Short จะมีแรงจูงใจให้เปิดหรือรักษาสถานะต่อไปเพื่อรับค่าธรรมเนียม การปรับสมดุลของพฤติกรรมการซื้อขายนี้ช่วยให้ราคาของ Perpetual Futures ค่อย ๆ ปรับตัวลงจนกลับมาใกล้เคียงกับราคาสปอต
นอกเหนือจากการช่วยปรับราคาสัญญาให้สอดคล้องกับราคาสปอตแล้ว ค่าถือครองยังมีผลเชิงปฏิบัติต่อเทรดเดอร์อย่างชัดเจน เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการซื้อขาย และอาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะสำหรับสถานะที่ถือครองเป็นระยะเวลานาน ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ค่าถือครองที่สูงผิดปกติอาจกัดกินกำไรหรือเพิ่มความรุนแรงของผลขาดทุน นอกจากนี้ ค่าถือครองยังสามารถถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในกลยุทธ์การซื้อขาย โดยเทรดเดอร์บางรายอาจเลือกถือสถานะที่มีสิทธิ์ได้รับเงินค่าถือครองในช่วงที่ตลาดมีความเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
แพลตฟอร์มที่เปิดให้เทรด Perpetual Futures มักใช้โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบ Maker–Taker สำหรับการคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขาย เมื่อคุณส่งคำสั่งซื้อขาย ระบบจะจัดประเภทคุณเป็น Maker หรือ Taker ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระ
ค่าธรรมเนียม Maker จะถูกเรียกเก็บกับคำสั่งประเภท Limit Order ที่ไม่ได้ถูกจับคู่และดำเนินการทันที ค่าธรรมเนียมประเภทนี้มักมีอัตราที่ต่ำกว่า เนื่องจากเป็นการให้รางวัลแก่เทรดเดอร์ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book) จึงเหมาะสำหรับ Swing Trader หรือผู้ที่สามารถรอจังหวะในการเข้าออกตลาดได้อย่างอดทน
ในทางกลับกัน ค่าธรรมเนียม Taker จะถูกเรียกเก็บกับคำสั่งที่ถูกดำเนินการทันที เช่น คำสั่งแบบ Market Order ค่าธรรมเนียมประเภทนี้มักสูงกว่า เนื่องจากเทรดเดอร์กำลัง “ดึงสภาพคล่องออก” จากสมุดคำสั่งซื้อขาย เป็นการแลกเปลี่ยนกับการได้คำสั่งซื้อขายที่จับคู่และดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
คุณลักษณะสำคัญของสัญญา Perpetual Futures เช่น การใช้เลเวอเรจและการไม่มีวันหมดอายุ ทำให้สัญญาประเภทนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับกลยุทธ์การซื้อขายหลากหลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม มีกลยุทธ์บางประเภทที่ออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างของ Perps โดยเฉพาะ และแสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของตราสารชนิดนี้ได้อย่างชัดเจน
หากต้องการป้องกันความเสี่ยงจากราคาที่อาจปรับตัวลดลง เทรดเดอร์สามารถใช้ Perpetual Futures เพื่อทำ Hedging แทนการขายสินทรัพย์คริปโตในตลาดสปอต
การขายสินทรัพย์สปอตเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนในระยะสั้นย่อมมีความเสี่ยง หากราคากลับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เทรดเดอร์อาจเสียโอกาสทำกำไร นอกจากนี้ การขายสินทรัพย์ยังอาจเป็นเหตุให้เกิดภาระภาษี หรือทำให้สูญเสียผลประโยชน์จากการถือครองสินทรัพย์ เช่น รางวัลจากการ Staking
เพื่อรับมือกับความผันผวนชั่วคราวของราคาโดยไม่ต้องขายการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาว เทรดเดอร์จึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน การใช้ Perpetual Futures เพื่อทำ Hedging ช่วยให้สามารถลดหรือทำให้ความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของราคาเป็นกลางได้ ในขณะที่ยังคงถือครองสถานะสปอตอ้างอิงต่อไป
ในบริบทนี้ การทำ Hedging หมายถึงการเปิดสถานะในตลาด Perpetual Futures ที่มีทิศทางตรงกันข้ามกับสถานะสปอตเดิม เช่น สมมติว่าคุณถือครอง BTC จำนวน 1 เหรียญในวอลเล็ตสปอต ซึ่งถือเป็นสถานะ Long หากคุณคาดว่าราคาอาจมีความผันผวนในระยะสั้นและกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลดลง แต่ไม่ต้องการขาย BTC คุณสามารถเปิดสถานะ Short ในสัญญา BTC Perpetual Futures ขนาด 1 BTC เพื่อชดเชยความเสี่ยงได้
หากราคาของ BTC ปรับตัวลดลงในภายหลัง มูลค่าที่ลดลงในสถานะสปอตของคุณจะถูกชดเชยด้วยกำไรจากสถานะ Short ใน Perpetual Futures กลยุทธ์นี้จึงช่วยให้คุณ “ล็อก” มูลค่าการถือครอง BTC ในหน่วยดอลลาร์สหรัฐ (USD) ได้ชั่วคราว เสมือนทำประกันความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง และทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องขาย BTC จริงของคุณ จึงช่วยหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงไม่ทำให้คุณสูญเสียสิทธิประโยชน์จากการถือครอง เช่น ผลตอบแทนจากการ Staking
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เทรดเดอร์จำนวนมากนิยมใช้คือ Cash-and-Carry Arbitrage ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างของค่าถือครองระหว่างสัญญา Perpetual Futures กับตลาดสปอต แนวคิดหลักของกลยุทธ์นี้คือ การทำกำไรจากค่าถือครอง ในขณะที่ลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาให้น้อยที่สุด
ตัวอย่างเช่น หากค่าถือครองเป็นบวก (หมายความว่าฝั่ง Long ต้องจ่ายเงินให้ฝั่ง Short) เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะ Short ใน Perpetual Futures พร้อมกับซื้อสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดสปอตในปริมาณเท่ากัน เพื่อรับเงินจากค่าถือครอง
ในทางกลับกัน หากค่าถือครองเปลี่ยนเป็นลบ (หมายความว่าฝั่ง Short ต้องจ่ายเงินให้ฝั่ง Long) เทรดเดอร์สามารถใช้กลยุทธ์ในทิศทางตรงกันข้าม โดยเปิดสถานะ Long ใน Perpetual Futures และขายสินทรัพย์สปอตในปริมาณเท่ากันเพื่อทำ Hedging ตัวอย่างเช่น หากค่าถือครองของสัญญา ETH Perpetual อยู่ที่ +0.03% ทุก ๆ 8 ชั่วโมง (หรือคิดเป็นประมาณ 0.09% ต่อวัน) การเปิดสถานะ Short ใน Perpetual และถือครอง ETH ในตลาดสปอตในปริมาณเท่ากัน อาจสร้างผลตอบแทนประมาณ 0.09% ต่อวันของมูลค่าตามสัญญา ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ
สัญญา Perpetual Swap มีจุดเด่นหลายประการ เช่น สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะตลาดคริปโตเปิดทำการตลอด 24/7 และการใช้เลเวอเรจทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและสร้างโอกาสในการซื้อขายได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง ผ่านการเปิดสถานะ Long หรือ Short ตามมุมมองของตลาด
นอกจากนี้ ค่าถือครองที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลายังเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถสร้างรายได้แบบ Passive Income ขณะที่สภาพคล่องที่ลึกช่วยลดปัญหา Slippage และทำให้สเปรดแคบลงในระหว่างการซื้อขาย การซื้อขาย Perpetual Futures ยังได้รับประโยชน์จากโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่โปร่งใส และระบบการส่งคำสั่งที่ชัดเจน โดยมักแสดงผ่านสมุดคำสั่งซื้อขายที่ตรวจสอบได้
อย่างไรก็ดี ตราสารประเภท Perpetual ก็มีความเสี่ยงหลายประการเช่นกัน การใช้เลเวอเรจสูงผนวกกับความผันผวนของตลาดสามารถสร้างความเสี่ยงในการโดนปิดสถานะอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดผลขาดทุนที่สูงกว่าทุนเริ่มต้น นอกจากนี้ ความซับซ้อนของตราสารอาจทำให้เทรดเดอร์มือใหม่เรียนรู้และใช้งานได้ยาก และค่าถือครองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจค่อย ๆ ลดทอนกำไรของสถานะที่ถือครองในระยะยาว
ด้านล่างนี้คือขั้นตอนโดยสรุปสำหรับการ ซื้อขาย Perpetual Futures บนแพลตฟอร์มการซื้อขายของ Axi:
สัญญา Perpetual Futures มีความโดดเด่นในตลาดคริปโตอันเนื่องมาจากความยืดหยุ่นและศักยภาพในการใช้เลเวอเรจ สัญญาประเภทนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเทรดระยะสั้นภายในวัน (Intraday Trading) เนื่องจากช่วยให้เทรดเดอร์สามารถขยายกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยได้ โดยมีค่าถือครองค่อนข้างต่ำและไม่มีค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน (Overnight Swap) นอกจากนี้ Perps ยังช่วยลดความยุ่งยากในการต่ออายุสัญญา (Rollover) ที่พบในฟิวเจอร์สแบบดั้งเดิม จึงเหมาะกับ Swing Trader ที่ต้องการถือครองสถานะเป็นระยะเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์
ในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง เช่น BTC/USDT และ ETH/USDT เทรดเดอร์สามารถคาดหวังถึงสเปรดที่แคบ การส่งคำสั่งที่รวดเร็ว และระดับ Slippage ที่ต่ำได้ สุดท้าย สัญญา Perpetual ยังช่วยให้การเปิดสถานะ Short ทำได้ง่ายขึ้น จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการบริหารความเสี่ยงและการใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาด แม้ว่าการถือสถานะใน Perps จะต้องใช้มาร์จิ้นและมีการคิดค่าถือครองเป็นระยะ แต่โดยทั่วไปแล้ว กลไกเหล่านี้ยังถือว่าเข้าถึงได้ง่ายกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมที่ต้องอาศัยการกู้ยืมสินทรัพย์มาขายชอร์ต
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดทุนจากเงินลงทุน
* บริษัทในเครือ Axi Group
FAQ
Perpetual Futures ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถใช้เลเวอเรจสูงได้ โดยเทรดเดอร์เพียงแค่ต้องวางหลักประกันแทนการชำระมูลค่าเต็มของสินทรัพย์ทั้งหมดเหมือนในการซื้อขายแบบสปอต จึงช่วยให้มีเงินทุนเหลือไปใช้ในกลยุทธ์หรือสถานะอื่น ๆ ได้มากขึ้น
เทรดเดอร์เลือกซื้อขาย Perpetual Swaps เนื่องจากเลเวอเรจ, สภาพคล่องสูง, การซื้อขายได้ทุกวันตลอด 24 และความสามารถในการใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น การป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และการเก็งกำไรจากค่าถือครอง (Funding Arbitrage)
นอกจากนี้ เทรดเดอร์ยังสามารถทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาได้ทั้งขาขึ้นและขาลง โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์จริง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในตลาดคริปโตที่มีความผันผวนสูง
โดยปกติ ค่าถือครองจะมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้ถือสถานะ Long และ Short ทุก ๆ 8 ชั่วโมง คุณจะจ่ายหรือได้รับค่าถือครองก็ต่อเมื่อคุณถือสถานะค้างไว้ ณ เวลาที่มีการคำนวณ (Funding Timestamp) เท่านั้น
ระหว่างการโดนปิดสถานะ แพลตฟอร์มจะทำการปิดสถานะของคุณบางส่วนหรือทั้งหมด เพื่อป้องกันการขาดทุนเพิ่มเติม เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนปิดสถานะ คุณควรหมั่นตรวจสอบระดับหลักประกันของคุณ และพิจารณาใช้จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) หรือการลดเลเวอเรจ
เพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกรรม คุณควรพยายามทำตัวเสมือน Market Maker โดยใช้คำสั่งแบบ Limit Order ทุกครั้งที่เป็นไปได้ เนื่องจากการกระทำเช่นนี้มักจะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า และคุณควรใช้คำสั่งแบบ Market Order เฉพาะในกรณีที่การจับคู่คำสั่งทันทีและความเร็วมีความสำคัญมากกว่าเรื่องต้นทุน
ได้ ค่าถือครองของ Perpetual Futures สามารถสร้างรายได้แบบ Passive Income ได้ผ่าน ""Funding Rate Arbitrage""
ซึ่งผู้ถือสถานะ Short และ Long จะได้รับเงินค่าถือครองจากตรงข้ามตามสภาวะตลาด
เทรดเดอร์สามารถเลือกสัญญาที่มีอัตราค่าถือครองที่น่าจูงใจ และเปิดสถานะที่สอดคล้องกันเพื่อรับเงินส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง เนื่องจากค่าถือครองมีความผันผวนตามความเชื่อมั่นของตลาด และเทรดเดอร์ยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงด้านราคาของสถานะที่ถืออยู่
Axi Trading Platform มีตลาด Perpetual Futures ที่มีสภาพคล่องสูง โดยเฉพาะในคู่เหรียญหลักอย่าง BTC/USDT และ ETH/USDT ซึ่งมอบประโยชน์อย่างมากให้กับเทรดเดอร์ที่ซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ
สภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายที่สูงช่วยให้คำสั่งซื้อขายถูกดำเนินการได้ใกล้เคียงกับราคาที่ต้องการ มีค่าสเปรดต่ำซึ่งช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและลดปัญหาราคาคลาดเคลื่อน (Slippage) ทำให้มั่นใจได้ว่าคำสั่งถูกจับคู่ได้ใกล้กับราคาที่ตั้งไว้มากที่สุด
ปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลยุทธ์การซื้อขายที่เน้นความเร็ว ความแม่นยำ และการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อขายให้ต่ำที่สุด